ณรงค์ VS สิทธิโชติ ผ่ารอยร้าว กกต. ชี้ขาดคดีฮั้วเลือก สว.
16 ก.ย. 2569 | titayu_pur

เจาะปมเห็นต่าง 4 ประเด็นร้อนระหว่าง ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. เสียงข้างมาก กับ สิทธิโชติ อินทรวิเศษ เสียงข้างน้อย คดีฮั้วเลือก สว. ท่ามกลางกระแสเสี่ยง ม.157
ข่าว
16 ก.ย. 2569 | titayu_pur

เจาะปมเห็นต่าง 4 ประเด็นร้อนระหว่าง ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. เสียงข้างมาก กับ สิทธิโชติ อินทรวิเศษ เสียงข้างน้อย คดีฮั้วเลือก สว. ท่ามกลางกระแสเสี่ยง ม.157
KEY
POINTS
16 กันยายน 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดฉากปะทะทางความคิดครั้งใหญ่ หลัง ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. นำทีมเสียงข้างมากชี้ขาดมติยกคำร้องคดี ฮั้วเลือก สว. ขณะที่ สิทธิโชติ อินทรวิเศษ คีย์แมนเสียงข้างน้อย ออกหน้าโต้แย้ง 4 ประเด็นร้อน ทั้งเรื่องโพยล็อกเบอร์ พยานกลับคำ และการสั่งระงับสอบเส้นทางการเงิน การเผชิญหน้าของสองอดีตบิ๊กตุลาการครั้งนี้ กำลังเขย่าความน่าเชื่อถือองค์กรอิสระ และเสี่ยงโดนหลากพรรคการเมืองยื่นฟ้องเอาผิดตามมาตรา 157
หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้ขาด "คดีฮั้วเลือก สว." ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือด หลังปรากฏร่องรอยแนวคิดที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิงระหว่าง "เสียงข้างมาก" และ "เสียงข้างน้อย" โดยเฉพาะบรรทัดฐานทางกฎหมาย และมุมมองที่ "เห็นต่าง" ชนิดชนมุมตึกของอดีตผู้พิพากษาทั้งสองท่าน ระหว่าง นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. (หัวขบวนเสียงข้างมาก) และ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต. สายตุลาการ (คีย์แมนเสียงข้างน้อย)
แม้อดีตจะเป็นผู้พิพากษาระดับสูงในสายงานยุติธรรมมาเหมือนกัน แต่ "จุดยึดโยงทางตำแหน่ง" ยุคปัจจุบันกลับมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ (ประธาน กกต.)
ตำแหน่งและสายงานประธาน กกต. สายตุลาการ (อายุประมาณ 66 ปี)
ประวัติการศึกษา นิติศาสตรบัณฑิต ม.รามคำแหง, เนติบัณฑิตไทย, ปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า
เส้นทางศาลยุติธรรม
• ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
• รองประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
• อธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลาง
• ผู้พิพากษาศาลฎีกา และผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
ที่มาและจุดยึดโยงได้รับความเห็นชอบจาก วุฒิสภาชุดปัจจุบัน (สว.สีน้ำเงิน) ด้วยคะแนน 165 เสียง เข้าดำรงตำแหน่งเมื่อ ส.ค. 2568 ก่อนที่ กกต. ทั้ง 7 คนจะโหวตเลือกให้เป็น ประธาน กกต. (มติ 4 ต่อ 3)
วาระการดำรงตำแหน่งครบวาระ สิงหาคม 2575
นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ (กรรมการ กกต.)
กรรมการ กกต. สายตุลาการ (อายุประมาณ 67 ปี)
นิติศาสตรบัณฑิต ม.รามคำแหง, เนติบัณฑิตไทย, ปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า
• ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญา
• รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้
• อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง
• ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1
• รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1
• ผู้พิพากษาศาลฎีกา
• ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา
ได้รับความเห็นชอบจาก วุฒิสภาชุดเดิม (ปี 2566) และเข้าดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2567 ถือเป็น กกต. รุ่นก่อนวุฒิสภาชุดปัจจุบัน จึงไม่มีความยึดโยงกับ สว. กลุ่มนี้
ครบวาระ มีนาคม 2574
ในการประชุมชี้ขาดสำนวนข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 กรณีขบวนการจัดตั้งและแทรกแซงการเลือก สว. ของกลุ่มนักการเมือง
กกต. แตกออกเป็นสองเสี่ยงอย่างชัดเจน โดยมีเหตุผลทางกฎหมายและดุลพินิจที่ปะทะกันใน 4 ประเด็นสำคัญ ดังนี้
1. การยกคำร้องไม่ฟ้องแกนนำและกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย (ภท.)
มุมมอง นายณรงค์ (เสียงข้างมาก - มติ 5:2 ให้ยกคำร้อง): มองว่าพยานหลักฐานในสำนวนยัง "รับฟังไม่ได้" ว่ามีการกระทำความผิดเชื่อมโยงไปถึงระดับแกนนำพรรค การจัดประชุมพบปะกันที่โรงแรมพูลแมน ถือเป็นพฤติกรรม "ธรรมชาติของนักการเมือง" ที่พบปะพูดคุยกันทั่วไป ไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเป็นการแทรกแซงหรือจัดตั้งเพื่อโกงเลือก สว. กกต. ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ที่จะส่งฟ้องทุกเรื่องโดยไม่มีหลักฐานชัดเจน
มุมมอง นายสิทธิโชติ (เสียงข้างน้อย - เห็นควรสั่งฟ้อง): แย้งว่าเมื่อนำข้อเท็จจริงในสำนวนมาร้อยเรียงกัน พฤติการณ์และหลักฐานแวดล้อมล้วน "ยึดโยงกับพรรคการเมืองใหญ่พรรคเดียวอย่างชัดเจน" ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ การที่มติเสียงข้างมากตัดตอนไม่ฟ้องกลุ่มการเมืองและตัดสิทธิ์การสอบสวนต่อ ถือเป็นการมองข้ามโครงสร้างใหญ่ของขบวนการ
2. การรวบรวมพยานหลักฐานและการสืบสวน "เส้นทางการเงิน"
มุมมอง นายณรงค์ (เสียงข้างมาก): ยืนยันว่าการตรวจสอบไปได้เท่าที่ปรากฏหลักฐานในสำนวนอย่างเป็นทางการ ข้อมูลเรื่องพิกัดโทรศัพท์หรือข้อมูลทางการเงินที่มีอยู่ ยังไม่สามารถ "ยืนยันความผิด" ในระดับที่จะส่งฟ้องศาลฎีกาได้ และปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าปฏิเสธรับสำนวนเส้นเงินจากดีเอสไอ (DSI) โดยแจงว่าเป็นเรื่องขั้นตอนทางธุรการในช่วงเวลานั้น
มุมมอง นายสิทธิโชติ (เสียงข้างน้อย): ออกมาแฉหมดเปลือกว่า ในที่ประชุม กกต. มีมติเสียงข้างมาก "4 ต่อ 3 ไม่รับสอบเส้นทางการเงินต่อ" ซึ่งเป็นการสกัดและตัดตอนกระบวนการสืบสวน "สว.ตัวจริง" และกลุ่มโหวตเตอร์ตั้งแต่ระดับอำเภอ ทั้งที่มีข้อมูลโยงไปถึง "มือจ่ายเงินสด" บริเวณชั้น 4 ของที่ทำการพรรค และเครือข่ายเชื่อมโยงในพื้นที่ภาคใต้
3. น้ำหนักและคุณค่าของ "พยานที่กลับคำให้การ"
มุมมอง นายณรงค์ (เสียงข้างมาก): ให้เหตุผลว่า พยานปากสำคัญ 3 ปากที่เคยซัดทอดกลุ่มการเมือง ได้ทำหนังสือ "กลับคำให้การ" ในภายหลัง ทำให้ถ้อยคำซัดทอดเดิม "ไร้น้ำหนักตั้งแต่นำสืบ" ไม่น่าเชื่อถือเพียงพอที่จะใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาลได้
มุมมอง นายสิทธิโชติ (เสียงข้างน้อย): แย้งอย่างรุนแรงว่า "ต้องเชื่อคำให้การครั้งแรก" การที่พยานอ้างภายหลังว่าถูกข่มขู่ล่อลวงให้ทำลายพรรคภูมิใจไทยนั้นฟังไม่ขึ้น เพราะพยานเหล่านั้นเป็นถึง สส. และเป็นเครือข่ายญาติผู้ใหญ่ของหัวหน้าพรรคการเมืองระดับประเทศ ใครจะกล้าไปข่มขู่? เหตุผลที่ต้องเชื่อคำให้การครั้งแรกเพราะ "คำพูดของพยานเกิดขึ้นจริงและได้รับการปฏิบัติจริงในพฤติการณ์ทำโพย"
4. ข้อพิรุธเรื่อง "โพยล็อกหมายเลข สว."
มุมมอง นายณรงค์ (เสียงข้างมาก): มองว่าสำนวนการไต่สวนของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 (ชุดเดิม) มีความเร่งรีบ เชื่อถือคำให้การของบุคคลเดี่ยวๆ โดยไม่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่หรือเรียกฝ่ายรักษาความปลอดภัยมาสอบอย่างรัดกุม จึงมองว่าหลักฐานเรื่องโพยยังมีความคลุมเครือและอาจทำขึ้นภายหลัง
มุมมอง นายสิทธิโชติ (เสียงข้างน้อย): ระบุว่า "โพยมีอยู่จริงก่อนแล้ว ไม่ใช่การกลั่นแกล้ง" โดยพิสูจน์ได้จากกล้องวงจรปิดในวันเลือก สว. ระดับประเทศ ที่เห็นชัดเจนว่าผู้มีสิทธิเลือกบางรายดึงโพยที่มีการล็อกหมายเลข 20 ช่องออกมาลอก รวมถึงมีการถ่ายรูปโพยบันทึกวันที่ไว้ในโทรศัพท์มือถืออย่างชัดเจน สอดคล้องกับคำให้การรอบแรกอย่างไม่มีที่ติ
มติ กกต. ครั้งนี้ถูกตั้งฉายาว่า เป็นมติ "มองช้างไม่เห็นช้าง" โดยฝั่งนายสิทธิโชติ (เสียงข้างน้อย) ทิ้งท้ายไว้อย่างเจ็บแสบว่า "หากมองช้างต้องมองทั้งตัว แล้วจะรู้ว่าช้างตัวจริงอยู่ตรงนี้" ในขณะที่นายณรงค์ (เสียงข้างมาก) ต้องเดินหน้ารับหน้าเสื่อสะกดแรงกระแทกจากสังคม ท่ามกลางมรสุมกฎหมายที่พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่ม สว. สำรอง เตรียมยื่นฟ้องเอาผิด กกต. ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ต่อไป