เนชั่นทีวี

Nation Story

ARTICLE : เศรษฐกิจโลกป่วนหนัก! เจาะลึก 3 ปัจจัยลบ 'สงคราม-หุ้นร่วง-ภาษีใหม่'

24 ก.ค. 2569 | NATESAIY

ARTICLE : เศรษฐกิจโลกป่วนหนัก! เจาะลึก 3 ปัจจัยลบ 'สงคราม-หุ้นร่วง-ภาษีใหม่'

เศรษฐกิจโลกเผชิญศึกหนัก 3 ด้านพร้อมกัน! ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลทันที หลังกลุ่มกบฏฮูตีเปิดฉากโจมตีเรือน้ำมัน 2 ลำในทะเลแดง ซ้ำเติมด้วยภาวะตลาดหุ้นเทคโนโลยีระส่ำหนัก และมาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ ที่กำลังบีบเค้น 60 ประเทศคู่ค้าทั่วโลก

เศรษฐกิจโลกกลับเข้าสู่โหมดผันผวนระลอกใหม่ เมื่อราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบ 2 เดือน หลังกลุ่มติดอาวุธฮูตี ซึ่งเป็นกองกำลังตัวแทน (Proxy Militia) ของอิหร่าน เปิดฉากโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย 2 ลำเมื่อคืนวันพุธ (22 กรกฎาคม) ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) พุ่งขึ้นทันทีชั่วข้ามคืนกว่า 7% ในวันพฤหัสบดี (23 กรกฎาคม) เนื่องจากตลาดมองว่านี่คือการเปิด "แนวรบที่ 2" ในเส้นทางยุทธศาสตร์การค้าสายสำคัญในทะเลแดง

เรือบรรทุกน้ำมันที่ตกเป็นเป้าหมายคือ Encelia และ Layla ซึ่งกลุ่มฮูตีอ้างว่าละเมิดมาตรการคว่ำบาตรทางทะเล บริเวณช่องแคบบาบ เอล-มันเดบ (Bab al-Mandab Strait) ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างอ่าวเอเดนกับทะเลแดง อันเป็นประตูสำคัญที่เชื่อมต่อไปยังคลองสุเอซ

 

🔵 [ปัจจัยลบที่ 1: วิกฤตทะเลแดง 'Hormuz 2.0' และแนวรบน้ำมันใหม่]

 

ช่องแคบบาบ เอล-มันเดบ ได้รับสมญาจากนักวิเคราะห์ว่าเป็น "Hormuz 2.0" แม้จะเป็นช่องแคบที่มีความกว้างเพียง 30 กิโลเมตร แต่กลับมีความสำคัญระดับเปรียบเป็น "เส้นเลือดใหญ่" ของห่วงโซ่อุปทานและการค้าระหว่างประเทศ ในฐานะประตูยุทธศาสตร์เชื่อมต่อการค้าระหว่างเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ

ในเชิงพลังงาน ทะเลแดงคือเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และปิโตรเลียมกลั่นจากอ่าวเปอร์เซียไปสู่ตลาดตะวันตก สมญา "Hormuz 2.0" ไม่ได้เป็นเพียงคำเปรียบเปรยเกินจริง แต่สะท้อนข้อเท็จจริงที่ว่า ปริมาณน้ำมันดิบกว่า 1 ใน 5 ของโลกต้องเดินทางผ่านบริเวณนี้ ความเสี่ยงของเส้นทางนี้จึงส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลกไม่แพ้ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz)

นอกจากพลังงาน เส้นทางนี้ยังวิกฤตต่อความมั่นคงทางอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค เรือคอนเทนเนอร์ที่บรรทุกสินค้าเกษตร เช่น ข้าวสาลี ปุ๋ย ตลอดจนชิ้นส่วนอุตสาหกรรมและรถยนต์ ต่างต้องพึ่งพาเส้นทางนี้ หากถูกปิดกั้น ย่อมส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังเช่นในอดีตที่การโจมตีของฮูตีเคยดันให้ค่าระวางเรือพุ่งสูงถึง 250% จนจุดชนวนวิกฤตพลังงานมาแล้ว

ความผันผวนของราคาน้ำมันในปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ถูกกำหนดด้วย "ความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือ" ตะวันออกกลางมีจุดตายยุทธศาสตร์ 2 แห่ง คือ ช่องแคบฮอร์มุซ (ประตูอ่าวเปอร์เซีย) และ ช่องแคบบาบ เอล-มันเดบ (ประตูด้านใต้ของทะเลแดง) สถานการณ์ล่าสุดตอกย้ำว่า เมื่ออิหร่านถูกโจมตี การตอบโต้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกต่อไป แต่ได้ขยายวงมาสู่แนวรบที่ 2 ในทะเลแดงเรียบร้อยแล้ว

 

🔵 [ปัจจัยลบที่ 2: '7 นางฟ้า' ดิ่งหนัก ตลาดหุ้นโลกสูญ 8 แสนล้านดอลลาร์]

 

ขณะที่วิกฤตพลังงานกำลังคุกราม ตลาดการเงินโลกก็ต้องเผชิญข่าวร้าย เมื่อกลุ่ม Magnificent Seven หรือ "หุ้น 7 นางฟ้า" ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีและนวัตกรรมยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ (ได้แก่ Apple, Microsoft, Alphabet, Nvidia, Amazon, Meta และ Tesla) พากันสูญเสียมูลค่าตลาดรวมกันเกือบ 8 แสนล้านดอลลาร์ในวันเดียว ถือเป็นการร่วงลงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 โดยมีสาเหตุหลักมาจากความกังวลของนักลงทุนต่อต้นทุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่สูงมหาศาล แต่ยังไม่เห็นผลตอบแทนที่คุ้มค่าชัดเจน

แรงสะเทือนนี้ลามมายังตลาดหุ้นเอเชีย ตลาดหุ้นโซลร่วงลงกว่า 3% โดยหุ้นยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung และ SK Hynix ดิ่งลงเกิน 7% จากแรงขายกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่ดชนี Nikkei ของญี่ปุ่นปรับตัวลง 2.8% ปิดที่ 64,568.75 จุด โดยหุ้น Kioxia ร่วงเกือบ 10%, Advantest หายไปกว่า 5% และ Tokyo Electron ลดลงเกือบ 7% เช่นเดียวกับตลาดหุ้นฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ ซิดนีย์ สิงคโปร์ ไทเป และมะนิลา ที่ปิดบวกไม่ไหวปรับตัวลงตามกัน

 

🔵 [ปัจจัยลบที่ 3: สหรัฐฯ เปิดศึกภาษีใหม่ บีบ 60 ประเทศคู่ค้า]

 

ซ้ำเติมด้วยปัจจัยลบที่สาม เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าใหม่ในอัตรา 10% - 12.5% กับประเทศคู่ค้า 60 ประเทศ โดยอาศัยการบังคับใช้ภายใต้ มาตรา 301 (Section 301) ของกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ โดยอ้างเหตุผลเรื่องความล้มเหลวในการให้คำมั่นและการบังคับใช้ข้อห้ามการผลิตสินค้าจากการใช้แรงงานบังคับ

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ของวอชิงตัน คือความพยายามสร้างกำแพงภาษีขึ้นมาใหม่ หลังจากมาตรการภาษีเดิมถูกศาลสูงสุดสหรัฐฯ สั่งล้มเลิกไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการค้าระหว่างประเทศและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกอย่างหนักหน่วง

 

🔵 [ศึก 3 ด้านที่ทั่วโลกต้องจับตา] 

 

มรสุมเศรษฐกิจโลกในครั้งนี้ เกิดจากการผสมโรงของ 3 ปัจจัยลบพร้อมกัน (Triple Whammy) ทั้งวิกฤตการทหารในทะเลแดงที่ดันราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์, ความระส่ำของหุ้นเทคโนโลยี AI ในตลาดหุ้นโลก และกำแพงภาษีใหม่ของสหรัฐฯ ทั้งหมดนี้กำลังกลายเป็นโดมิโนระลอกใหม่ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ข่าวล่าสุด