แรงสะเทือนนี้ลามมายังตลาดหุ้นเอเชีย ตลาดหุ้นโซลร่วงลงกว่า 3% โดยหุ้นยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung และ SK Hynix ดิ่งลงเกิน 7% จากแรงขายกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่ดชนี Nikkei ของญี่ปุ่นปรับตัวลง 2.8% ปิดที่ 64,568.75 จุด โดยหุ้น Kioxia ร่วงเกือบ 10%, Advantest หายไปกว่า 5% และ Tokyo Electron ลดลงเกือบ 7% เช่นเดียวกับตลาดหุ้นฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ ซิดนีย์ สิงคโปร์ ไทเป และมะนิลา ที่ปิดบวกไม่ไหวปรับตัวลงตามกัน
🔵 [ปัจจัยลบที่ 3: สหรัฐฯ เปิดศึกภาษีใหม่ บีบ 60 ประเทศคู่ค้า]
ซ้ำเติมด้วยปัจจัยลบที่สาม เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าใหม่ในอัตรา 10% - 12.5% กับประเทศคู่ค้า 60 ประเทศ โดยอาศัยการบังคับใช้ภายใต้ มาตรา 301 (Section 301) ของกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ โดยอ้างเหตุผลเรื่องความล้มเหลวในการให้คำมั่นและการบังคับใช้ข้อห้ามการผลิตสินค้าจากการใช้แรงงานบังคับ
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ของวอชิงตัน คือความพยายามสร้างกำแพงภาษีขึ้นมาใหม่ หลังจากมาตรการภาษีเดิมถูกศาลสูงสุดสหรัฐฯ สั่งล้มเลิกไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการค้าระหว่างประเทศและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกอย่างหนักหน่วง
🔵 [ศึก 3 ด้านที่ทั่วโลกต้องจับตา]
มรสุมเศรษฐกิจโลกในครั้งนี้ เกิดจากการผสมโรงของ 3 ปัจจัยลบพร้อมกัน (Triple Whammy) ทั้งวิกฤตการทหารในทะเลแดงที่ดันราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์, ความระส่ำของหุ้นเทคโนโลยี AI ในตลาดหุ้นโลก และกำแพงภาษีใหม่ของสหรัฐฯ ทั้งหมดนี้กำลังกลายเป็นโดมิโนระลอกใหม่ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้