🔵 [สงครามพรรคแรงงาน]
จริงอยู่ที่สตาร์เมอร์เข้ามาพร้อมกับปัญหาที่รุมเร้าประเทศ ทั้งหนี้สาธารณะ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ และบริการสาธารณะที่ย่ำแย่ บวกกับคำสัญญาที่ให้ไว้ก่อนการเลือกตั้งว่าจะไม่ขึ้นภาษี ซึ่งทำให้เหลือพื้นที่บริหารจัดการทางการคลังน้อยมาก ปัญหาที่ฝังรากลึกเหล่านี้คงแก้ไขไม่ได้ภายในปีกว่าๆ แต่ในเมื่อผลเลือกตั้งออกมาเช่นนี้ หากจะโทษว่าเป็นความผิดของใคร ผู้ที่ต้องรับผิดชอบไปเต็มๆ ก็หนีไม่พ้นนายกฯ และหัวหน้าพรรค
ผลการเลือกตั้งท้องถิ่นที่ย่ำแย่นำไปสู่การเรียกร้องของ สส.พรรคแรงงานกว่า 20 คน (และเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 100 คน) ให้สตาร์เมอร์กำหนดวันลงจากตำแหน่งนายกฯ ด้วยตัวเอง ตามมาด้วยแรงกระเพื่อมภายในคณะรัฐมนตรีของเขาเอง จากการลาออกของเวส สตรีทติง รัฐมนตรีสาธารณสุข ต่อด้วยจอห์น ฮีลีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา พร้อมวิจารณ์ว่านายกฯ ล้มเหลวในการจัดสรรทรัพยากรที่จำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ แต่สตาร์เมอร์ก็ยืนยันจะสู้ต่อ โดยย้ำว่าเขาจะไม่ลาออก
🔵 [ว่าที่นายกฯ “แอนดี้ เบิร์นแฮม”]
สตาร์เมอร์ยืนยันด้วยว่า เขาจะลงสมัครในตำแหน่งผู้นำพรรคแรงงานอีกครั้งหากมีการท้าชิงเกิดขึ้น โดยผู้ท้าชิงที่น่ากลัวที่สุดในเวลานี้ก็คือ “แอนดี้ เบิร์นแฮม” นายกเทศมนตรีเกรทเทอร์แมนเชสเตอร์ วัย 56 ปี ที่เพิ่งชนะเลือกตั้งซ่อมเข้ามาเป็น สส.เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 77,000 คนในเมืองเมเกอร์ฟิลด์ทางตอนเหนือของอังกฤษ อาจกลายเป็นผู้ตัดสินว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ปกครองประชาชนเกือบ 70 ล้านคน
เส้นทางต่อจากนี้คือการแข่งขันกันภายในพรรคแรงงาน เริ่มจากผู้ท้าชิงต้องได้เสียงสนับสนุน 20% ของ สส.ในสภา ปัจจุบันพรรคมี สส. 403 คน เท่ากับผู้สมัครแต่ละคนต้องได้เสียงสนับสนุนจาก สส. 81 เสียงขึ้นไป ยกเว้นนายกฯ ที่มีสิทธิ์ท้าชิงโดยอัตโนมัติ จากนั้นสมาชิกพรรคแรงงานจะโหวตผ่านไปรษณีย์ด้วยการ “เรียงลำดับ” ผู้สมัครที่ชอบ หากยังไม่มีคนใดที่ได้ลำดับ 1 เกินกึ่งหนึ่ง ผู้ที่ได้คะแนนน้อยที่สุดจะถูกคัดออก และนำมาจัดสรรใหม่ตามอันดับถัดไปที่เรียงลำดับ จนกระทั่งมีผู้ชนะด้วยเสียงเกิน 50%
🔵[เลือกตั้งอีกแล้ว?]
เบิร์นแฮมกล่าวว่าพรรคแรงงานจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงหากต้องการความไว้วางใจจากประชาชนกลับคืนมา แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเข้าชิงตำแหน่งผู้นำพรรค ก่อนหน้านี้เบิร์นแฮมเคยพยายามท้าชิงมาแล้ว 2 ครั้งสมัยที่พรรคแรงงานเป็นฝ่ายค้านแต่ไม่สำเร็จ แต่คำถามสำคัญคือ หากชนะเลือกตั้งพรรคแล้ว เขาจะยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ก่อนกำหนดในปี 2572 เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนหรือไม่
ล่าสุดเบิร์นแฮมย้ำว่าเขายังไม่มีแนวคิดนั้น โดยหากเราดูจากตัวเลขในสภาปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าพรรคแรงงานยังคงมีเสียงข้างมากที่ค่อนข้างปลอดภัย เกินกึ่งหนึ่งมาถึง 78 เสียง จึงไม่ง่ายที่ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อใช้เสียงโหวตคว่ำนายกฯ ล่าสุดสื่อในอังกฤษรายงานว่าสตาร์เมอร์อาจตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งในวันพรุ่งนี้ (22 มิถุนายน) หลังได้หารือกับบรรดารัฐมนตรี ที่ปรึกษา ผู้บริจาค ผู้นำสหภาพแรงงาน และภรรยาของเขาแล้ว
ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาสงครามอิหร่านและวิกฤตพลังงานได้กลายเป็นแรงกดดันบีบคั้นรัฐบาลทั่วโลก เรามาจับตาดูกันว่า ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอังกฤษจะพารัฐนาวาฝ่ามรสุมทั้งภายนอกและภายในไปได้อย่างไร เหมือนกับที่สตาร์เมอร์เคยกล่าวไว้ว่า "ไม่ว่าใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี เขาหรือเธอก็จะต้องเผชิญกับกระแสลมแรงแบบเดียวกับที่ผมกำลังเผชิญอยู่ นี่คือสิ่งที่จะไม่เปลี่ยนแปลง"