เนชั่นทีวี

Nation Story

OPINION : 6 คนใน 10 ปี! อังกฤษกำลังจะมี “นายกฯ คนใหม่” (อีกแล้ว) ?

21 มิ.ย. 2569 | กิตติดิษฐ์ ธนดิษฐ์สุวรรณ

OPINION : 6 คนใน 10 ปี! อังกฤษกำลังจะมี “นายกฯ คนใหม่” (อีกแล้ว) ?

อังกฤษเป็นต้นแบบประชาธิปไตยให้กับหลายประเทศ แต่อังกฤษก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีราวกับเป็นเก้าอี้ดนตรี โดยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาอังกฤษมีนายกรัฐมนตรีถึง 6 คน

ไล่มาตั้งแต่ เดวิด คาเมรอน (2553-2559) เทเรซา เมย์ (2559-2562) บอริส จอห์นสัน (2562-2565) ลิซ ทรัสส์ (อยู่ในตำแหน่งไม่ถึง 50 วัน) ริชี ซูนัค (2565-2567) และเคียร์ สตาร์เมอร์ (2567-ปัจจุบัน)

 

แต่ในเร็วๆ นี้ ชาวโลกอาจต้องทำความรู้จักกับว่าที่นายกฯ อังกฤษคนที่ 7 หลังมีความเป็นไปได้มากขึ้นเรื่อยๆ ที่สตาร์เมอร์จะต้องลงจากตำแหน่งในอีกไม่นาน ถึงแม้หน้าฉากจะยังยืนยันสู้ต่อก็ตาม เพราะนอกจากการเลือกตั้งหรือพลิกขั้วรัฐบาลแล้ว ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษยังสามารถเปลี่ยนได้จากภายในพรรครัฐบาลพรรคเดิมด้วย

🔵 [พลิกโอกาสเป็นวิกฤต]

 

ปัจจุบันพรรคที่เป็นรัฐบาลคือพรรคแรงงาน ซึ่งสตาร์เมอร์ในตำแหน่งหัวหน้าพรรคเคยนั่งเป็นผู้นำฝ่ายค้านมาตั้งแต่ปี 2563 ก่อนจะได้นั่งเป็นนายกฯ ในอีก 4 ปีต่อมา ด้วยการคว้าชัยชนะแบบถล่มทลายในการเลือกตั้งเมื่อปี 2567 นับเป็นการกลับมาเป็นรัฐบาลครั้งแรกของพรรคแรงงานในรอบถึง 14 ปี นับตั้งแต่อดีตนายกฯ กอร์ดอน บราวน์ และเป็นนายกฯ คนที่ 7 ของพรรคแรงงานนับตั้งแต่ก่อตั้งพรรคมาจนปัจจุบัน 126 ปี

 

จากคะแนนนิยมที่เคยสูงลิ่ว มาวันนี้ในอีกไม่ถึง 2 ปีต่อมา สตาร์เมอร์กำลังเจอกับวิกฤตที่กำลังสั่นคลอนขาเก้าอี้ของเขาเอง ตั้งแต่กรณีเมื่อปลายปีที่แล้วที่มีการแฉเอกสารและรูปถ่ายที่เชื่อมโยง ปีเตอร์ แมนเดลสัน เอกอัครราชทูตประจำสหรัฐฯ ที่สตาร์เมอร์แต่งตั้ง กับเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้จัดหาเด็กสาวที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะมาบำเรอกามคนใหญ่คนโตที่เสียชีวิตไปแล้ว และวิกฤตนี้ก็ถูกตอกย้ำหนักขึ้นจากผลการเลือกตั้งท้องถิ่นในอังกฤษ เวลส์ และสกอตแลนด์เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาซึ่งผู้สมัครจากพรรคแรงงานแพ้ย่อยยับ แม้กระทั่งในพื้นที่ที่เคยเป็นฐานเสียงสำคัญก็ตาม

🔵 [สงครามพรรคแรงงาน]

 

จริงอยู่ที่สตาร์เมอร์เข้ามาพร้อมกับปัญหาที่รุมเร้าประเทศ ทั้งหนี้สาธารณะ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ และบริการสาธารณะที่ย่ำแย่ บวกกับคำสัญญาที่ให้ไว้ก่อนการเลือกตั้งว่าจะไม่ขึ้นภาษี ซึ่งทำให้เหลือพื้นที่บริหารจัดการทางการคลังน้อยมาก ปัญหาที่ฝังรากลึกเหล่านี้คงแก้ไขไม่ได้ภายในปีกว่าๆ แต่ในเมื่อผลเลือกตั้งออกมาเช่นนี้ หากจะโทษว่าเป็นความผิดของใคร ผู้ที่ต้องรับผิดชอบไปเต็มๆ ก็หนีไม่พ้นนายกฯ และหัวหน้าพรรค

 

ผลการเลือกตั้งท้องถิ่นที่ย่ำแย่นำไปสู่การเรียกร้องของ สส.พรรคแรงงานกว่า 20 คน (และเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 100 คน) ให้สตาร์เมอร์กำหนดวันลงจากตำแหน่งนายกฯ ด้วยตัวเอง ตามมาด้วยแรงกระเพื่อมภายในคณะรัฐมนตรีของเขาเอง จากการลาออกของเวส สตรีทติง รัฐมนตรีสาธารณสุข ต่อด้วยจอห์น ฮีลีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา พร้อมวิจารณ์ว่านายกฯ ล้มเหลวในการจัดสรรทรัพยากรที่จำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ แต่สตาร์เมอร์ก็ยืนยันจะสู้ต่อ โดยย้ำว่าเขาจะไม่ลาออก

 

🔵 [ว่าที่นายกฯ “แอนดี้ เบิร์นแฮม”]

 

สตาร์เมอร์ยืนยันด้วยว่า เขาจะลงสมัครในตำแหน่งผู้นำพรรคแรงงานอีกครั้งหากมีการท้าชิงเกิดขึ้น โดยผู้ท้าชิงที่น่ากลัวที่สุดในเวลานี้ก็คือ “แอนดี้ เบิร์นแฮม” นายกเทศมนตรีเกรทเทอร์แมนเชสเตอร์ วัย 56 ปี ที่เพิ่งชนะเลือกตั้งซ่อมเข้ามาเป็น สส.เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 77,000 คนในเมืองเมเกอร์ฟิลด์ทางตอนเหนือของอังกฤษ อาจกลายเป็นผู้ตัดสินว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ปกครองประชาชนเกือบ 70 ล้านคน

 

เส้นทางต่อจากนี้คือการแข่งขันกันภายในพรรคแรงงาน เริ่มจากผู้ท้าชิงต้องได้เสียงสนับสนุน 20% ของ สส.ในสภา ปัจจุบันพรรคมี สส. 403 คน เท่ากับผู้สมัครแต่ละคนต้องได้เสียงสนับสนุนจาก สส. 81 เสียงขึ้นไป ยกเว้นนายกฯ ที่มีสิทธิ์ท้าชิงโดยอัตโนมัติ จากนั้นสมาชิกพรรคแรงงานจะโหวตผ่านไปรษณีย์ด้วยการ “เรียงลำดับ” ผู้สมัครที่ชอบ หากยังไม่มีคนใดที่ได้ลำดับ 1 เกินกึ่งหนึ่ง ผู้ที่ได้คะแนนน้อยที่สุดจะถูกคัดออก และนำมาจัดสรรใหม่ตามอันดับถัดไปที่เรียงลำดับ จนกระทั่งมีผู้ชนะด้วยเสียงเกิน 50%

 

🔵[เลือกตั้งอีกแล้ว?]

เบิร์นแฮมกล่าวว่าพรรคแรงงานจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงหากต้องการความไว้วางใจจากประชาชนกลับคืนมา แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเข้าชิงตำแหน่งผู้นำพรรค ก่อนหน้านี้เบิร์นแฮมเคยพยายามท้าชิงมาแล้ว 2 ครั้งสมัยที่พรรคแรงงานเป็นฝ่ายค้านแต่ไม่สำเร็จ แต่คำถามสำคัญคือ หากชนะเลือกตั้งพรรคแล้ว เขาจะยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ก่อนกำหนดในปี 2572 เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนหรือไม่

 

ล่าสุดเบิร์นแฮมย้ำว่าเขายังไม่มีแนวคิดนั้น โดยหากเราดูจากตัวเลขในสภาปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าพรรคแรงงานยังคงมีเสียงข้างมากที่ค่อนข้างปลอดภัย เกินกึ่งหนึ่งมาถึง 78 เสียง จึงไม่ง่ายที่ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อใช้เสียงโหวตคว่ำนายกฯ ล่าสุดสื่อในอังกฤษรายงานว่าสตาร์เมอร์อาจตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งในวันพรุ่งนี้ (22 มิถุนายน) หลังได้หารือกับบรรดารัฐมนตรี ที่ปรึกษา ผู้บริจาค ผู้นำสหภาพแรงงาน และภรรยาของเขาแล้ว

 

ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาสงครามอิหร่านและวิกฤตพลังงานได้กลายเป็นแรงกดดันบีบคั้นรัฐบาลทั่วโลก เรามาจับตาดูกันว่า ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอังกฤษจะพารัฐนาวาฝ่ามรสุมทั้งภายนอกและภายในไปได้อย่างไร เหมือนกับที่สตาร์เมอร์เคยกล่าวไว้ว่า "ไม่ว่าใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี เขาหรือเธอก็จะต้องเผชิญกับกระแสลมแรงแบบเดียวกับที่ผมกำลังเผชิญอยู่ นี่คือสิ่งที่จะไม่เปลี่ยนแปลง"

ข่าวล่าสุด