เนชั่นทีวี

Nation Story

"ซูเปอร์เอลนีโญ" จุดเปลี่ยนโลกร้อนเร่งตัว และสงครามราคาสินค้าที่คนไทยต้องจ่ายแพงขึ้น

20 มิ.ย. 2569 | กองบรรณาธิการ Nation STORY

"ซูเปอร์เอลนีโญ" จุดเปลี่ยนโลกร้อนเร่งตัว และสงครามราคาสินค้าที่คนไทยต้องจ่ายแพงขึ้น

เคยสังเกตไหมว่า ทำไมค่าไฟที่บ้านช่วงนี้ถึงพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ? แล้วทำไมเงิน 500 บาทที่เคยซื้อของสดได้เต็มรถเข็น วันนี้กลับได้ของกลับบ้านไม่ถึงครึ่งตะกร้า?

เคยสังเกตไหมว่า ทำไมค่าไฟที่บ้านช่วงนี้ถึงพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ? แล้วทำไมเงิน 500 บาทที่เคยซื้อของสดได้เต็มรถเข็น วันนี้กลับได้ของกลับบ้านไม่ถึงครึ่งตะกร้า?

KEY

POINTS

  • โลกกำลังเผชิญปรากฏการณ์ "ซูเปอร์เอลนีโญ" ที่อาจรุนแรงที่สุดในรอบ 76 ปี ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะโลกร้อนที่กำลังเร่งตัวขึ้น
  • คนไทยจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาสินค้าที่แพงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ข้าว น้ำตาล และน้ำมันปาล์ม ที่ผลผลิตจะลดลงจากภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้ง
  • ค่าครองชีพจะสูงขึ้นจากวิกฤตพลังงานและค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูง เนื่องจากอากาศร้อนจัดทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แต่การผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำลดลง

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องความรู้สึกไปเอง แต่มันคือสัญญาณเตือนภัยขั้นต้นจากปรากฏการณ์สภาพภูมิอากาศที่กำลังจะสั่นสะเทือนเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ เมื่อองค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ (NOAA) ได้ประกาศยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า โลกได้เข้าสู่สภาวะ "เอลนีโญ" (El Niño) อย่างเต็มตัว และที่น่ากังวลที่สุดคือ มีโอกาสสูงถึง 63% ที่รอบนี้จะทวีความรุนแรงขึ้นเป็นสภาวะ "ซูเปอร์เอลนีโญ" (Super El Niño) ที่รุนแรงที่สุดในรอบ 76 ปี!

 

สิ่งที่น่ากังวลคือ ผลกระทบครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องอุณหภูมิที่สูงขึ้น แต่อุตสาหกรรมเกษตร อาหาร และพลังงานของไทยกำลังจะเผชิญกับ "Perfect Storm" ครั้งสำคัญ

 

🔵[ฝันร้ายที่กลายเป็นจริง: ทำไมเอลนีโญรอบนี้ถึงกลับมาเร็วกว่าปกติ?]

โดยปกติแล้ว ปรากฏการณ์เอลนีโญขนาดใหญ่จะเว้นระยะห่างกันหลายปี เพื่อให้มหาสมุทรได้สะสมความร้อนคืนกลับมา แต่ทว่ารอบนี้กลับมาเยือนเราอีกครั้งหลังจากสิ้นสุดรอบที่แล้วไปเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้น อะไรคือสาเหตุเบื้องหลังความผิดปกตินี้?

 

บทวิเคราะห์ล่าสุดจาก ดร. เจมส์ แฮนเซน (James Hansen) อดีตนักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศชื่อดังจาก NASA และคณะ ได้ชี้ให้เห็นความจริงที่น่าตกใจว่า "โลกของเราได้ผ่านพ้นจุดเปลี่ยนสำคัญ (Principal Turning Point) มาตั้งแต่ปี 2015 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ 'ภาวะโลกร้อนเร่งตัว' (Global Warming Acceleration)"

ทีมวิจัยของแฮนเซนอธิบายว่า การเร่งตัวของความร้อนนี้ไม่ได้เกิดจากก๊าซเรือนกระจกเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่มนุษย์เราลดการปล่อย "ฝุ่นละอองซัลเฟอร์" (Aerosols) จากอุตสาหกรรมในเอเชียตะวันออกและภาคการขนส่งทางเรือลงอย่างรวดเร็ว (ตามนโยบายรักษ์โลกและลดมลพิษทางอากาศ)

 

แต่ผลข้างเคียงที่ไม่มีใครคาดคิดคือ "เกราะสะท้อนแสงอาทิตย์" ของโลกได้จางหายไป ส่งผลให้มหาสมุทรดูดซับรังสีจากดวงอาทิตย์โดยตรงและสะสมพลังงานความร้อนใต้ผิวน้ำที่ระดับความลึก 300 เมตรแรกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นประวัติการณ์ แม้ว่าต้นปีที่ผ่านมาเราจะเผชิญหน้ากับสภาวะลานีญาที่คอยช่วยลดอุณหภูมิ แต่เมื่อพลังงานความร้อนใต้ผิวน้ำนี้ slosh (กระฉอก) กลับมาทางทิศตะวันออก มันจึงจุดชนวนให้เกิดเอลนีโญที่พร้อมจะทุบสถิติโลก

 

🔵[การพิสูจน์สมมติฐาน 1.7°C ในอีก 12-18 เดือนข้างหน้า]

สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังเฝ้าจับตาในขณะนี้ คือการวัดพลังระหว่าง "แบบจำลองดั้งเดิมของ IPCC" (คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) ที่ประเมินว่าอุณหภูมิโลกจะค่อย ๆ สูงขึ้นอย่างช้า ๆ กับ "ทฤษฎีโลกร้อนเร่งตัวของแฮนเซน" ดร. แฮนเซน คาดการณ์ว่า จากการเร่งตัวของพลังงานความร้อนสะสมนี้ จะส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยสะสม 12 เดือนของโลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 นี้ จะรักษาระดับต่ำสุด (La Niña Minimum) ไว้ที่ประมาณ +1.4°C (เทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมปี 1880-1920) ซึ่งอุณหภูมิต่ำสุดนี้ยังคง สูงกว่าจุดพีค ของเอลนีโญครั้งใหญ่ในปี 2015-2016 เสียด้วยซ้ำ!

และหากเอลนีโญรอบนี้พีคสุดในช่วงปลายปี 2026 อุณหภูมิโลกในปี 2027 มีโอกาสพุ่งสูงทะลุเป้าหมายข้อตกลงปารีสไปแตะที่ +1.7°C นี่คือหน้าต่างเวลา 12 ถึง 18 เดือนข้างหน้าที่วิทยาศาสตร์จะพิสูจน์ว่าโลกของเราได้ก้าวข้าม "จุดที่ไม่มีวันย้อนกลับ" (Point of No Return) ไปแล้วหรือยัง และถ้าหากแฮนเซนพูดถูก นั่นแปลว่าเป้าหมายคุมอุณหภูมิไม่ให้เกิน 2°C จะถูกทำลายลงภายในทศวรรษ 2030 นี้ ไม่ใช่กลางศตวรรษตามที่เคยคาดการณ์ไว้

 

🔵[จากผิวน้ำแปซิฟิกที่อุ่นขึ้น สู่ "พายุค่าครองชีพ" ในกระเป๋าเงินคนไทย]

เมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลฝั่งแปซิฟิกเขตร้อนสูงขึ้นเกินเกณฑ์ปกติมากกว่า 1.5°C ถึง 2°C สิ่งที่จะตามมาไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขอุณหภูมิ แต่มันจะเข้ามาปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและสถานะทางการเงินของทุกครอบครัวผ่าน 3 วิกฤตการณ์หลัก

 

1. วิกฤตราคาอาหารแพง (Food Inflation)

ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทยจัดอยู่ใน "จุดเปราะบางที่สุด" (Most Vulnerable Spot) เมื่อเกิดเอลนีโญ เนื่องจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจพึ่งพาภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก คาดการณ์ว่าปริมาณฝนในประเทศไทยช่วงเดือนมิถุนายนถึงมกราคมจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงยาวนาน

 

ข้าว, น้ำตาล, และน้ำมันปาล์ม ซึ่งเป็นวัตถุดิบต้นน้ำของอาหารทุกชนิดจะมีผลผลิตลดลงราว 2% ถึง 8%

 

เมื่อผลผลิตในตลาดโลกลดลง แต่ความต้องการเท่าเดิม ราคาขายส่งสินค้าเกษตรจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ดันราคาอาหารจานด่วน แกงถุง และอาหารสดในซูเปอร์มาร์เก็ตให้ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

 

2. วิกฤตพลังงานและค่าไฟพุ่งสูง

สภาพอากาศที่ร้อนจัดในช่วงปลายปี 2026 จะทำให้ความต้องการใช้เครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ ทว่าในเวลาเดียวกัน เขื่อนและแหล่งน้ำธรรมชาติที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำกลับมีปริมาณน้ำลดลงอย่างวิกฤต รัฐบาลหลายประเทศในอาเซียนเริ่มหันกลับมาพึ่งพาพลังงานถ่านหินและก๊าซธรรมชาติที่มีราคาผันผวนสูง ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงเหล่านี้จะถูกส่งผ่านมายังผู้บริโภคในรูปแบบของ ค่า FT บนบิลค่าไฟ ของเราทุกคน

 

3. วิกฤตดอกเบี้ยและนโยบายการเงิน

เมื่ออัตราเงินเฟ้อที่ขับเคลื่อนโดยราคาอาหาร (Food-driven Inflation) ยังคงดื้อรังไม่ยอมลง ธนาคารกลางต่าง ๆ จะตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก พวกเขาอาจจำเป็นต้อง คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับสูง เพื่อสู้กับเงินเฟ้อ ในช่วงเวลาที่ภาคธุรกิจและครัวเรือนไทยที่แบกรับหนี้สินบ้านและรถยนต์ต้องการการลดดอกเบี้ยมากที่สุด ซึ่งนี่จะกลายเป็นแรงกดดันซ้ำเติมภาระค่าใช้จ่ายของคนวัยทำงานโดยตรง

 

🔵[เราจะเตรียมตัวอย่างไร ในวันที่ธรรมชาติส่งสัญญาณเตือนอย่างเป็นทางการ?]

เอลนีโญไม่ใช่แค่เรื่องของ "ฝนแล้งไม่มีน้ำใช้" แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ มันคือการเปลี่ยนตำแหน่งและจังหวะของทรัพยากรโลก บางพื้นที่อาจเจอฝนทิ้งช่วงยาวนานสลับกับภัยแล้งข้ามปี ขณะที่บางพื้นที่เจอฝนระยะสั้นที่ตกหนักจนบริหารจัดการน้ำยากขึ้น

 

ในฐานะที่เราเป็นกำลังหลักของครอบครัว การวางแผนรับมือเชิงรุกจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

 

วางแผนงบประมาณครัวเรือน: เผื่อสำรองค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค (ค่าไฟ ค่าเดินทาง) และค่าอาหารที่อาจปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 10-15% ในช่วง 1 ปีข้างหน้า

 

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงาน: ลงทุนกับระบบประหยัดพลังงานในบ้าน หรือพิจารณาการติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือนเพื่อลดแรงกระแทกจากค่าไฟระยะยาว

 

ติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด: ไม่เพียงเฉพาะพยากรณ์อากาศรายวัน แต่รวมถึงทิศทางราคาพืชผลและนโยบายรับมือการจัดการน้ำของภาครัฐ

 

🗨️ชวนคิดและแลกเปลี่ยนความเห็น

 

ในฐานะที่คุณต้องดูแลทั้งลูก ๆ ที่กำลังเติบโต และพ่อแม่วัยเกษียณ คุณเริ่มสัมผัสได้ถึงผลกระทบจาก "ความร้อนและค่าครองชีพ" ที่เริ่มเปลี่ยนไปแล้วหรือยัง? และคุณคิดว่าครัวเรือนไทยควรปรับตัวอย่างไรดีเพื่อรับมือกับ "ซูเปอร์เอลนีโญ" ที่กำลังจะลากยาวไปจนถึงปี 2027 นี้?

 

 

ข่าวล่าสุด