svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Nation Story

OPINION : ไม่จบง่าย! อนาคต “ภาษีทรัมป์” หลังกลายเป็น “โมฆะ”

22 ก.พ. 2569

หลังจากปล่อยให้ลุ้นกันมาตั้งแต่ช่วงปีใหม่ ในที่สุดวันศุกร์ที่ผ่านมาตุลาการศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ก็ได้ฤกษ์ตัดสินคดี “ภาษีต่างตอบแทน” หรือที่รู้จักกันในนาม “ภาษีทรัมป์” ว่าใช้อำนาจเกินกว่ากฎหมายภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ (IEEPA) หรือไม่

ปรากฏว่า คณะตุลาการลงมติด้วยเสียงข้างมาก 6-3 ให้กำแพงภาษีเป็น “โมฆะ” เนื่องจากอำนาจในการเก็บภาษีและกำหนดอัตราภาษีนำเข้าตามรัฐธรรมนูญเป็นของฝ่ายนิติบัญญัติไม่ใช่ฝ่ายบริหาร อย่างไรก็ตามภาษีที่ทรัมป์ใช้อำนาจตามกฎหมายฉบับอื่นยังคงมีผลต่อไป เช่น ภาษีที่เก็บกับเหล็ก อลูมิเนียม และรถยนต์

คำตัดสินนี้สร้างความตกตะลึงไปทั้งโลก เพราะเดิมทีเชื่อกันว่าตุลาการสายอนุรักษ์นิยมส่วนใหญ่จาก 6 คนน่าจะเข้าข้างทรัมป์ โดยเฉพาะ 3 คนที่ทรัมป์เสนอชื่อในช่วงที่เขาเป็นผู้นำสหรัฐฯ สมัยแรก แต่กลายเป็นว่าในจำนวนเสียงข้างมาก 6 คน มีถึง 2 คนที่ทรัมป์ตั้งมาเองกับมือ ได้แก่ นีล กอร์ซุช และเอมี โคนีย์ แบเร็ตต์

🔵 [“ทรัมป์” สู้ต่อ! ฟาดภาษี 15% ทั้งโลก]
หลังทราบคำตัดสิน ทรัมป์ที่รู้สึกผิดหวังอย่างแรงโพสต์ตอบโต้ผ่านโซเชียลทันที และประกาศใช้กฎหมายอีกฉบับ คือ มาตรา 122 ของกฎหมายว่าด้วยการค้า พ.ศ.2517 ตั้งกำแพงภาษีแบบครอบจักรวาลทั้งโลกที่ 10% เริ่มตั้งแต่ 24 กุมภาพันธ์นี้เป็นต้นไป ซึ่งลดลงจากอัตราเดิมที่หลายประเทศต้องจ่าย 15%-50% รวมถึงไทยที่จ่ายในอัตรา 19% มาตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว

แต่ถัดมาไม่ถึง 24 ชั่วโมง ทรัมป์ก็ประกาศขึ้นภาษีอีกรอบจาก 10% เป็น 15% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดตามกฎหมายการค้า พร้อมบอกว่าจะใช้เวลาอีกไม่กี่เดือนต่อจากนี้หาช่องทางกฎหมายในการกลับมาตั้งกำแพงภาษีแบบรายประเทศอีกครั้ง แต่ก่อนอื่นทรัมป์คงต้องลุ้นให้สภาคองเกรสลงมติอนุมัติภาษี 15% หากบังคับใช้เกิน150 วัน แม้ปัจจุบันพรรครีพับลิกันจะเป็นเสียงข้างมากในทั้ง 2 สภาก็ตาม แต่ไม่ใช่ สส.หรือ สว.รีพับลิกันทุกคนจะโอเคกับมาตรการภาษีทรัมป์

🔵 [“ทรัมป์” ยังมีหนทาง...แต่ไม่ง่าย]
สมมติว่าสภาคองเกรสลงมติคว่ำมาตรการภาษี แล้วทรัมป์จะเหลือช่องทางไหนอีกบ้าง? คำตอบคือยังพอมี แต่ไม่มีทางไหนง่ายและเร็ว เช่น มาตรา 232 ของกฎหมายการขยายการค้า พ.ศ.2505 ที่กระทรวงพาณิชย์มีเวลา 270 วัน สอบสวนการค้าที่ไม่เป็นธรรม จากนั้นส่งรายงานให้ประธานาธิบดีตัดสินใจภายใน 90 วัน และหากมีมาตรการตอบโต้ออกมาจะมีเวลาบังคับใช้ภายใน 15 วัน ซึ่งทรัมป์ใช้เก็บภาษีกับสินค้าบางประเภทมาจนถึงปัจจุบัน

มาตรการ 301 ของกฎหมายการค้า พ.ศ.2517 ที่ผู้แทนการค้ามีเวลาสอบสวน 12 เดือน ซึ่งทรัมป์เคยใช้เก็บภาษีกับจีนในสมัยแรกมาแล้ว แต่คงต้องใช้เวลามากและอาจซับซ้อนหากจะต้องเปิดการสอบสวนทุกประเทศทั่วโลกพร้อมกัน ขณะที่นักกฎหมายบางกลุ่มเคยพูดถึงความเป็นไปได้ที่ทรัมป์อาจประกาศใช้มาตรา 122 ซ้ำอีกรอบหากหมดเวลา 150 วัน โดยไม่ต้องผ่านมติสภาคองเกรส แต่อาจนำมาซึ่งการฟ้องร้องรอบใหม่ได้

🔵 [ผู้ค้ารอเงินคืน-คู่ค้าจ่อเบี้ยว]
ที่ผ่านมาทรัมป์โฆษณาชวนเชื่อว่าเงินภาษีที่เก็บได้จะเหลือเฟือจนเอามาแจกประชาชน ลดการเก็บภาษีคนในประเทศ และใช้หนี้สาธารณะได้ แต่ทรัมป์อาจลืมไปว่าเงินจำนวนนี้โดยหลักแล้วเก็บมาจากผู้นำเข้าชาวอเมริกันด้วยกันเอง ดังนั้น เมื่อศาลสังให้กำแพงภาษีเป็นโมฆะ หมายความว่าทรัมป์จะเก็บภาษีนำเข้าไม่ได้ตั้งแต่ต้น และต้องคืนเงินภาษีที่เก็บมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1.75 แสนล้านดอลลาร์

แต่ทรัมป์เคยให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนคำตัดสินแล้วว่า การคืนเงินอาจใช้เวลานานหลายปี ขณะที่สก็อตต์ เบสเซ็นต์ รัฐมนตรีคลังก็ชี้ไปยังคำตัดสินของศาลว่า ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการคืนเงินภาษีแต่อย่างใด ดังนั้น หากจะต้องสู้กันในศาลการค้าระหว่างประเทศ บริษัทขนาดเล็กอาจรู้สึกว่าไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่ซึ่งจ่ายภาษีมูลค่าสูงและมีทีมกฎหมายอยู่แล้วน่าจะพร้อมสู้มากกว่า

นอกจากนี้ยังมีคำถามว่าข้อตกลงการค้าที่สหรัฐฯ ทำกับหลายประเทศเพื่อแลกกับการลดกำแพงภาษีจะยังคงมีผลต่อไปหรือไม่ เนื่องจากประเทศต่างๆ สัญญาว่าจะซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ เป็นมูลค่ามหาศาล เช่น ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนที่บอกกับทรัมป์ว่าจะซื้อถั่วเหลือง 25 ล้านตันต่อปี ยังไม่นับอำนาจต่อรองในอนาคตของสหรัฐฯ ในการเจรจาการค้ากับชาติอื่นที่อาจใช้วิธียื้อเพื่อรอดูความชอบธรรมทางกฎหมายก่อน

🔵 [ถึงเวลาทบทวน?]
สหรัฐฯ กำลังจะมีการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยจะเป็นการเลือก สส.ทั้งสภาและ สว.สัดส่วน 1 ใน 3 ซึ่งหากพรรครีพับลิกันแพ้กลายเป็นเสียงข้างน้อย จะส่งผลให้รัฐบาลทรัมป์กลายเป็น “เป็ดง่อย” เหมือนรัฐบาลโอบามาสมัยที่ 2 ได้ ขณะที่ปัจจัยอันดับ 1 ในใจผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งย่อมหนีไม่พ้นเรื่องปากท้อง และมีจำนวนไม่น้อยที่มองว่ามาตรการกำแพงภาษีนี่แหละที่เป็นสาเหตุทำให้สินค้าแพงขึ้น

การสำรวจความคิดเห็นประชาชนช่วงไม่กี่วันก่อนศาลตัดสินโดยABC News ร่วมกับ Washington Post และ Ipsos พบว่า มากถึง 64% ไม่เห็นด้วยกับการตั้งกำแพงภาษี แต่หากแยกเฉพาะฐานเสียงพรรครีพับลิกันยังคงสนับสนุนที่ 75% ขณะที่อีกโพลโดย Reuters/Ipsos พบว่า 57% ให้ทรัมป์สอบตกเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจประเทศ สำหรับนักการเมืองปกติ เมื่อเห็นตัวเลขแบบนี้ย่อมต้องกลับมาทบทวนตัวเอง แต่สำหรับทรัมป์ ไม่ว่าผลโพลจะออกมาเป็นอย่างไร เขาซึ่งไม่เคยเชื่อโพลอยู่แล้วคงเดินหน้าต่อจนสุดทาง 

มองกลับมาที่ประเทศไทย อาจเป็นโชคดีที่เรายังไม่ได้มีข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ นอกจากอัตราภาษีที่ลดลงเหลือ 19% และกำลังจะกลายเป็น 15% เหมือนกับทั้งโลก ในขณะที่หลายประเทศที่ทำข้อตกลงไปแล้ว เช่น กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ยังต้องยึดอัตราภาษีเดิมที่สูงกว่า แต่ไม่ว่าสุดท้ายแล้วทรัมป์จะงัดกฎหมายฉบับไหนออกมาใช้ มั่นใจได้เลยว่าการค้าระหว่างประเทศในช่วงอย่างน้อย 3 ปีต่อจากนี้จะยังคงปั่นป่วนและผันผวนไม่น้อยไปกว่าปีที่ผ่านมาแน่นอนครับ