ปรากฏว่า คณะตุลาการลงมติด้วยเสียงข้างมาก 6-3 ให้กำแพงภาษีเป็น “โมฆะ” เนื่องจากอำนาจในการเก็บภาษีและกำหนดอัตราภาษีนำเข้าตามรัฐธรรมนูญเป็นของฝ่ายนิติบัญญัติไม่ใช่ฝ่ายบริหาร อย่างไรก็ตามภาษีที่ทรัมป์ใช้อำนาจตามกฎหมายฉบับอื่นยังคงมีผลต่อไป เช่น ภาษีที่เก็บกับเหล็ก อลูมิเนียม และรถยนต์
คำตัดสินนี้สร้างความตกตะลึงไปทั้งโลก เพราะเดิมทีเชื่อกันว่าตุลาการสายอนุรักษ์นิยมส่วนใหญ่จาก 6 คนน่าจะเข้าข้างทรัมป์ โดยเฉพาะ 3 คนที่ทรัมป์เสนอชื่อในช่วงที่เขาเป็นผู้นำสหรัฐฯ สมัยแรก แต่กลายเป็นว่าในจำนวนเสียงข้างมาก 6 คน มีถึง 2 คนที่ทรัมป์ตั้งมาเองกับมือ ได้แก่ นีล กอร์ซุช และเอมี โคนีย์ แบเร็ตต์
🔵 [“ทรัมป์” สู้ต่อ! ฟาดภาษี 15% ทั้งโลก]
หลังทราบคำตัดสิน ทรัมป์ที่รู้สึกผิดหวังอย่างแรงโพสต์ตอบโต้ผ่านโซเชียลทันที และประกาศใช้กฎหมายอีกฉบับ คือ มาตรา 122 ของกฎหมายว่าด้วยการค้า พ.ศ.2517 ตั้งกำแพงภาษีแบบครอบจักรวาลทั้งโลกที่ 10% เริ่มตั้งแต่ 24 กุมภาพันธ์นี้เป็นต้นไป ซึ่งลดลงจากอัตราเดิมที่หลายประเทศต้องจ่าย 15%-50% รวมถึงไทยที่จ่ายในอัตรา 19% มาตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว
แต่ถัดมาไม่ถึง 24 ชั่วโมง ทรัมป์ก็ประกาศขึ้นภาษีอีกรอบจาก 10% เป็น 15% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดตามกฎหมายการค้า พร้อมบอกว่าจะใช้เวลาอีกไม่กี่เดือนต่อจากนี้หาช่องทางกฎหมายในการกลับมาตั้งกำแพงภาษีแบบรายประเทศอีกครั้ง แต่ก่อนอื่นทรัมป์คงต้องลุ้นให้สภาคองเกรสลงมติอนุมัติภาษี 15% หากบังคับใช้เกิน150 วัน แม้ปัจจุบันพรรครีพับลิกันจะเป็นเสียงข้างมากในทั้ง 2 สภาก็ตาม แต่ไม่ใช่ สส.หรือ สว.รีพับลิกันทุกคนจะโอเคกับมาตรการภาษีทรัมป์