การให้เช็คแม้จะอ้างให้โดยเสน่หาแต่การไม่รายงานโฆษณาส่วนเกินให้ทราบทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับประโยชน์ ถือเป็นกระทำมิชอบด้วยกฎหมาย จึงให้จำคุก "นางพิชชาภา" อดีตพนักงาน บมจ.อสมท จำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สินฯ รวม 6 กระทงๆ ละ 5 ปี เป็นจำคุก 30 ปี สั่งปรับ "บจก.ไร่ส้ม" จำเลยที่ 2 รวม 6 กระทงๆ ละ 20,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 120,000 บาท ส่วน "นายสรยุทธ" อดีตพิธีกรรายการเล่าข่าวชื่อดัง จำเลยที่ 3 และ "น.ส.มณฑา" จำเลยที่ 4 พนักงาน บจก.ไร่ส้ม ก็จำคุก 6 กระทงๆ ละ 3 ปี 4 เดือน รวมจำคุกคนละ 20 ปี แต่ทางนำสืบเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ศาลจึงลดโทษให้จำเลยทั้งสี่คนละ 1 ใน 3 โดยปรับ บจก.ไร่ส้ม จำเลยที่ 2 จำนวน 80,000 บาท ส่วนนางพิชชาภา อดีตพนักงาน บมจ.อสมท จำเลยที่ 1 จำคุกเป็นเวลา 20 ปี สำหรับ นายสรยุทธ และน.ส.มณฑา จำเลยที่ 3-4 ก็จำคุกคนละ 13 ปี 4 เดือน ขณะที่การกระทำของจำเลยที่ 1,3,4, ศาลเห็นว่าพฤติการณ์ไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ (ไม่รอลงอาญา) ต่อมาชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการจัดทำคิว และทราบความเป็นไปของรายละเอียดการโฆษณาตั้งแต่แรกเริ่ม เป็นสามัญสำนึกในหน้าที่จะต้องทำงานเพื่อประโยชน์ของรัฐ จะอ้างว่ามีช่องว่างทางการตรวจสอบไม่ได้ เมื่อการโฆษณาเกินส่วนต้องเสียค่าโฆษณา แต่จำเลยที่ 1 ใช้น้ำยาลบคำผิดในใบคิวโฆษณาของ บจก.ไร่ส้มจำเลยที่ 2 แม้อ้างว่าทำไปเพราะตกใจกลัวจะต้องรับผิดก็เป็นข้ออ้างที่ไม่มีน้ำหนัก ส่วนคุณงามความดีซึ่งจำเลยที่ 3 กล่าวอ้างนั้น ศาลเห็นว่าประวัติคุณงามความดีเป็นคนละส่วนกับพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิด
จึงไม่มีเหตุสมควรให้รอลงอาญา ศาลอุทธรณ์จึงมีคำพิพากษายืนผลลงโทษตามศาลชั้นต้น ซึ่ง บจก.ไร่ส้ม , นายสรยุทธ , น.ส.มณฑา จำเลยที่ 2-4 ได้ยื่นฎีกาโดยมีผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นเซ็นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ) มาตรา 221 บัญญัติว่าในคดีซึ่งห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ.มาตรา 218 คือคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่าง หรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี หรือปรับหรือทั้งจำทั้งปรับแต่โทษจำคุกนั้นไม่เกิน 5 ปี กับมาตรา 219 ในคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับแล้วศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษจำเลยไม่เกินกำหนดดังกล่าว
ซึ่งหากจะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องมีผู้พิพากษาในสำนวน หรือที่ทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ หรืออัยการสูงสุดเซ็นรับรองว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย โดยคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกิน 5 ปีจึงต้องเป็นไปข้อกฎหมายดังกล่าว ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับค่าโฆษณาส่วนเกิน จำนวน 138,790,000 บาทนั้น บจก.ไร่ส้ม ได้ชำระคืนให้ แก่ อสมท.แล้ว