นโยบายการเดินหน้าเปิดประเทศภายใน 120 วัน ที่นายกรัฐมนตรีเคยประกาศไว้ แม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ที่ยังไม่หยุดนิ่ง แต่ภาพรวมเศรษฐกิจไม่อาจชะลอไว้ได้ หลายคนเดือดร้อนจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ การเปิดประเทศครั้งนี้ "จะไปต่อหรือพอแค่นี้"

แม้ว่าการประกาศเปิดประเทศภายใน 120 วัน ที่นายกรัฐมนตรี "พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา" เคยแถลงการณ์ผ่านทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจก่อนหน้านี้ แต่ถูกเลื่อนออกไปอีกหนึ่งเดือน จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 ที่ยังมีความรุนแรง จนถูกมองว่ายังเป็นช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม เพราะอาจจะเป็นระเบิดเวลาที่จะกลับมาระบาดระลอกใหม่อีกครั้ง อีกทั้งประชาชนหลายคนยังถูกแจ้งเลื่อนกำหนดฉีดวัคซีนจากความไม่แน่นอนของการส่งมอบวัคซีนของบริษัทผู้ผลิต

 

แต่ด้วยเงื่อนไขที่ถูกปลดล็อกจากจำนวนวัคซีนที่เข้ามาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้สถานการณ์ต่างๆ เริ่มคลี่คลาย ประกอบกับจำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่มีแนวโน้มลดลง จากผลพวงการฉีดวัคซีนก่อนหน้านี้ การเดินหน้าเปิดประเทศ จึงกลับมาชัดเจนอีกครั้ง โดยเริ่มขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ คู่ขนานกับการเดินหน้าฉีดวัคซีนให้กับคนไทยกว่า 50 ล้านคนทั่วประเทศ ที่เชื่อว่าจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้ในระดับที่ปลอดภัย สำหรับการเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้

จับตาเดินหน้าเปิดประเทศ "ไปต่อหรือพอแค่นี้"?

การประกาศนับถอยหลังสู่การเปิดประเทศของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ ถือเป็นความท้าทายใหม่ที่จะต้องจับตาและพิสูจน์ แต่ในขณะเดียวกันมุมมองของแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ กลับเห็นด้วยที่รัฐบาลตัดสินใจเปิดประเทศในช่วงเวลานี้ที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อลดน้อยลง อีกทั้งประชาชนส่วนใหญ่ได้รับการฉีดวัคซีนมากขึ้น พร้อมกับมียารักษาโควิดที่ดี จึงทำให้ผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรง 

 

แต่สิ่งสำคัญไปมากกว่านั้น คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะงักตัวมานาน จากการที่ไม่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศ หลังจากนี้ประเทศจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น เพราะขณะนี้คนไทยทุกคนได้มีบทเรียนจากการเรียนรู้เชื้อโควิด มาพอสมควรแล้ว รู้ว่าต้องปฎิบัติตัวอย่างไรเมื่อต้องออกนอกบ้าน และต้องอยู่อาศัยกับคนหมู่มาก จึงทำให้ประชาชนเรียนรู้ที่จะอยู่กับโควิด-19 ได้ ถ้าเปรียบเทียบก็เสมือนกับโรคๆ หนึ่ง ที่เราทุกคนอาจจะเป็นโรคนี้ได้ แต่ก็รักษาได้เช่นเดียวกัน

 

โดยมีการวิเคราะห์ว่า หลังจากเปิดประเทศไปแล้ว ปฎิเสธไม่ได้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจะต้องเพิ่มสูงมากขึ้น เนื่องจากนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศมากขึ้น แต่ก็เป็นประเด็นที่ไม่น่าเป็นห่วง เพราะส่วนใหญ่ประชาชนได้รับการฉีดวัคซีนมีภูมิต้านทาน โดยเฉพาะผู้ที่เคยป่วยเป็นโควิด-19 และได้รับการฉีดวัคซีนไปแล้ว จะมีภูมิสูงมากกว่าคนปกติทั่วไป แต่อยากให้ไปดูจำนวนผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อมากกว่า ถ้าหากตัวเลขผู้เสียชีวิตมีจำนวนไม่มากก็ไม่ต้องกังวล

 

ส่วนอนาคตเชื้อโควิดจะมีการกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ใดหรือไม่ เชื่อว่าแพทย์และระบบสาธารณะสุขของไทยจะสามารถรับมือได้เหมือนอย่างที่ผ่านมา และเชื่อว่าเชื้อต้องมีการกลายพันธุ์อย่างแน่นอนในการหลบภูมิหรือดื้อวัคซีน แต่แพทย์ทั่วโลกก็มีการพัฒนาวัคซีนให้สามารถป้องกันเชื้อโควิดได้

จับตาเดินหน้าเปิดประเทศ "ไปต่อหรือพอแค่นี้"?

วันนี้เราปฎิเสธไม่ได้ว่าภาพรวมของเศรษฐกิจทั้งประเทศจะเกิดการขยับตัวขึ้น จากการที่นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศไทย เม็ดเงินจะเกิดการไหลเวียน ทั้งในระดับรากหญ้าไปจนถึงระดับภาพรวมประเทศ โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร นั่นก็คือ "ถนนข้าวสาร" ที่เคยมีเงินหมุนเวียนในระบบถึงวันละ 20 ล้านบาท แต่เมื่อเจอสถานการณ์โควิด ส่งผลให้เงินหมุนเวียนในขณะนี้เหลือเพียงไม่ถึง 1 แสนบาทต่อวัน ร้านค้าและผู้ประกอบการต่างๆ ปิดตัวไปถึงร้อยละ90 จากการที่ไม่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามา

 ภูดิส จิรดามั่งมูล ผู้ประกอบการร้านsky999 ถนนข้าวสาร

ต้องยอมรับว่าการเปิดประเทศ เป็นเรื่องที่ดี ที่ผู้ประกอบการบนถนนข้าวสารเห็นด้วยและรู้สึกดีใจ เพราะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่ยังเป็นกังวลคือเรื่องการงดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ยังไม่สามารถกระทำได้ จะส่งผลให้นักท่องเที่ยวไม่เดินทางมาท่องเที่ยวที่ถนนข้าวสาร เนื่องจากว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาเที่ยวจะต้องดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่วนตัวจึงเชื่อว่าแม้จะเปิดประเทศแล้ว แต่ถนนข้าวสารก็ยังไม่กลับมาคึกคักอย่างที่เคยเป็น จึงอยากวอนขอให้รัฐบาลเร่งพิจารณาเรื่องนี้

 ภูดิส จิรดามั่งมูล ผู้ประกอบการร้านsky999 ถนนข้าวสาร

ไม่ต่างจากความคิดเห็นของผู้ประกอบการร้านsky999 บอกว่า รู้สึกดีใจที่รัฐบาลเตรียมเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวเข้ามา และเชื่อว่าน่าจะมีนักท่องเที่ยวบางส่วนมาเที่ยวบนถนนข้าวสาร ก็จะทำให้เศรษฐกิจบนถนนเส้นนี้พอจะกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เนื่องจากทุกวันนี้ร้านเขาได้มีการเปลี่ยนแปลงไปขายชานมไข่มุกกับน้ำผมไม้ปั่นแทนร้านบาร์เบียร์ที่เคยเปิดก่อนหน้าที่จะมีสถานการณ์โควิด เพราะไม่มีนักท่องเที่ยวมาเดิน อีกทั้งไม่สามารถจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ แต่จำเป็นต้องหารายได้เพื่อจ่ายค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ทุกเดือน โดยขณะนี้ได้ไปกู้เงินจากธนาคารมากว่า 3 ล้านบาท เพื่อคอยหล่อเลี้ยงให้ร้านยังคงอยู่ และรอวันที่ร้านจะสามารถกลับมาเปิดบาร์เบียร์ได้

 

ผู้ประกอบการบนถนนข้าวสารเกือบ100เปอร์เซ็นได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว และพร้อมเดินหน้าเปิดถนนข้าวสารให้กลับมามีแสง สี เสียง และความคึกคัก อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน