เนชั่นทีวี

Lifestyle

แพทย์ห่วงโลกเดือดทำอากาศร้อนจัด แนะวิธีปฏิบัติตัวให้ปลอดภัยจากโรคลมแดด

31 พ.ค. 2567 | warunee_man

แพทย์ห่วงโลกเดือดทำอากาศร้อนจัด แนะวิธีปฏิบัติตัวให้ปลอดภัยจากโรคลมแดด

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงามห่วงสถานการณ์โลกเดือดทำคนทนไม่ไหว เสี่ยงเป็น “โรคลมแดด (Heat Stroke)” แนะวิธีเติมความสดชื่นให้กับร่างกายภายใต้ภาวะอากาศร้อนจัด

...เมื่อ 'ยุคโลกร้อน' สิ้นสุดลง และโลกกำลังเผชิญหายนะครั้งใหญ่ในรูปแบบของ 'ยุคโลกเดือด' คำกล่าวสุนทรพจน์ของ อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการแห่งสหประชาชาติ ที่ออกมาเรียกร้องให้ผู้นำโลกร่วมกันลงมือแก้ปัญหาโลกรวนทันที เนื่องจากอุณหภูมิโลกร้อนขึ้นๆ เรื่อยๆ แบบไม่มีทีท่าว่าจะลดลง

นิวเดลีอากาศร้อนเฉียด 53 องศาเซลเซียส

ล่าสุด ที่ประเทศอินเดียพบผู้ป่วยโรคลมแดด (Heat Stroke) เพิ่มขึ้น รวมถึงคร่าชีวิตประชากรหลังนิวเดลีต้องเผชิญกับอากาศร้อนเฉียด 53 องศา ในขณะที่หลายจังหวัดของประเทศไทยมีอุณหภูมิทะลุสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส และแน่นอนว่าหากร่างกายไม่สามารถปรับตัวหรือควบคุมระดับความร้อนในร่างกายได้ จนทำให้มีความร้อนสะสมสูงจนเกินไป อาจทำให้เป็นโรคที่มาจากความร้อนชนิดต่างๆ และเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมแดด (Heat Stroke)

เติมความสดชื่นให้กับร่างกายอย่างไร ภายใต้ภาวะอากาศร้อนจัด

แพทย์หญิงอณัฏฐ์ชา อัศดามงคล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม

แพทย์หญิงอณัฏฐ์ชา อัศดามงคล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม ร่วมกับแบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ธัญ (THANN) ชวนสังเกตอาการผิดปกติ พร้อมแนะนำวิธีเติมความสดชื่นให้กับร่างกายเมื่อเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด ดังนี้

อันตรายแค่ไหน! เมื่อร่างกายมีอุณหภูมิสะสมสูงขึ้นมากกว่า 40 องศาเซลเซียส

ในช่วงสภาพอากาศที่ร้อนจัดย่อมส่งผลต่อสุขภาพของเราทั้งภายในและภายนอก ทำให้รู้สึกอึดอัด ไม่สบายร่างกาย อารมณ์แปรปวนหงุดหงิดง่าย ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลียไม่สดชื่น และสามารถก่อให้เกิดโรคลมแดด (Heat Stroke) โดยเฉพาะคนที่ต้องทำกิจกรรมกลางแจ้ง อยู่ท่ามกลางแสงแดดเป็นเวลานาน หากร่างกายมีอุณหภูมิสะสมสูงขึ้นมากกว่า 40 องศาเซลเซียส จะส่งผลต่อการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบประสาท และอวัยวะต่างๆ ทำงานล้มเหลวจนอาจทำให้เสียชีวิตได้

โรคลมแดด (Heat Stroke) มีกี่ประเภท?

โรคลมแดด (Heat Stroke) สามารถแบ่งตามสาเหตุที่เกิดได้ 2 ประเภท คือ

1 โรคลมแดดที่ไม่ได้เกิดจากการใช้กำลังกายหนัก (Classic Heat Stroke or Non–exertional Heat Stroke) เกิดจากการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงนานเกินไป ส่วนมากมักพบในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถทนต่อสภาพอากาศร้อนและการขาดน้ำ (Dehydration) ได้ รวมถึงผู้ที่มีการใช้ยารักษาโรคบางชนิดที่ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ หรือทำให้ไม่สามารถตอบสนองต่ออุณหภูมิที่สูงขึ้นได้อย่างเต็มที่ เช่น ยากลุ่มกระตุ้นการหดตัวของหลอดเลือด (Vasoconstrictors) ยาลดความดันหรือรักษาโรคหัวใจ (Beta–Blockers) ยาขับปัสสาวะ (Diuretics) และยาทางจิตเวชบางกลุ่ม (Antidepressants, Antipsychotics และ Psychostimulants) หรือในผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

2 โรคลมแดดที่เกิดจากการใช้กำลังกายหนัก (Exertional Heat Stroke) เกิดจากอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นจากการทำงานหรือการออกกำลังกายอย่างหนักในบริเวณที่มีอุณหภูมิสูง มักเกิดกับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับอากาศร้อน รวมถึงการสวมใส่เสื้อผ้าที่หนาและมากเกินไป จนเหงื่อระเหยและระบายความร้อนได้ยาก มักเกิดร่วมกับสภาวะร่างกายขาดน้ำ หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

อากาศร้อนจัดเสี่ยงเกิดโรคลมแดด (Heat Stroke)

อาการของโรคลมแดด (Heat Stroke)

สำหรับโรคลมแดดสามารถสังเกตหรือตรวจเช็กอาการได้ด้วยตนเอง ดังนี้

  • อุณหภูมิร่างกายจะสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส
  • มีอาการผิดปกติทางระบบประสาท ได้แก่ ลุกลี้ลุกลน พูดช้า สับสน ชัก เพ้อ หมดสติ
  • ต่อมเหงื่อทำงานผิดปกติ เช่น การอยู่ในสถานที่ร้อนจัด แต่ไม่มีเหงื่อออก
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ผิวหนังและหน้าเปลี่ยนเป็นสีออกแดง
  • เหนื่อย หายใจเร็ว ใจสั่น ชีพจรเต้นเร็วผิดปกติ
  • มีอาการปวดศีรษะ
  • บางรายมีปัสสาวะสีเข้มผิดปกติ

"โรคลมแดดหากปล่อยทิ้งไว้ให้มีอาการโดยที่ร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนออกได้มากกว่า 2 ชั่วโมง จะส่งผลกระทบที่รุนแรงต่ออวัยวะภายใน อาทิ หัวใจ สมอง ไต และกล้ามเนื้อ โดยหากได้รับการรักษาล่าช้าก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้" แพทย์หญิงอณัฏฐ์ชา กล่าว

กลุ่มเสี่ยงที่มักเกิดอาการโรคลมแดด (Heat Stroke)

  • เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี-ผู้สูงอายุ เนื่องจากร่างกายมีการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของอากาศได้ช้า จึงไม่สามารถระบายความร้อนได้ดีเท่าคนหนุ่มสาว และเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำได้ง่าย
  • ผู้ที่มีโรคเรื้อรังหรือโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เบาหวาน รวมถึงผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินค่ามาตรฐาน หรือมีภาวะเป็นโรคอ้วน
  • ผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ และผู้ที่ทำงานหรือทำกิจกรรมกลางแดดเป็นเวลานาน เช่น ออกกำลังกาย นักกีฬา  เกษตรกร เป็นต้น
  • ผู้ที่ทำงานออฟฟิศที่ทำงานในห้องแอร์เป็นเวลานาน เมื่อต้องออกมาเจอกับอากาศร้อนจัด จนร่างกายไม่สามารถปรับตัวกับสภาพอากาศได้ทัน
  • ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากร่างกายจะสูญเสียน้ำและเกลือแร่มากกว่าคนปกติ และในสภาพอากาศที่ร้อนจัด แอลกอฮอล์จะออกฤทธิ์กระตุ้นหัวใจให้สูบฉีดเลือดเร็วและแรงขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น จนอาจทำให้ช็อกและเสียชีวิตได้
  • คุณแม่ตั้งครรภ์ โดยจะมีความเสี่ยงและมีโอกาสเกิดอาการเป็นลมแดดได้ง่ายกว่าคนทั่วไป หากอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศร้อนจัด จนทำให้ความร้อนในร่างกายสูง ทำให้ร่างกายขับเหงื่อมากกว่าปกติ จนเกิดภาวะร่างกายขาดน้ำ ส่งผลให้เกิดภาวะเลือดข้น และกระตุ้นให้การหลั่งฮอร์โมนอ็อกซิโทซิน (Oxytocin) ซึ่งส่งผลต่อ "การคลอดก่อน" กำหนดได้

วิธีดูแลตนเองเมื่อต้องอยู่สภาวะอากาศที่ร้อนจัด

เพื่อป้องกันการเกิดโรคลมแดด แพทย์หญิงอณัฏฐ์ชา แนะว่าสามารถปฏิบัติตัว ดังนี้

1. ควรดื่มน้ำหรือจิบน้ำในระหว่างวันให้มากๆ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้รู้สึกกระหาย เพื่อชดเชยเหงื่อที่ถูกขับออกมาตามผิวหนัง ช่วยในการระบายความร้อนให้กับร่างกาย และป้องกันการเกิดภาวะร่างกายขาดน้ำ

2. ลดอุณหภูมิของร่างกายด้วยการอาบน้ำที่อุณภูมิปกติ (ประมาณ 32 องศาเซลเซียส) เนื่องจากน้ำเป็นตัวกลางนำความร้อนที่ดีในการช่วยลดความร้อนให้กับร่างกาย โดยสามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยธรรมชาติ (Essential oil) เพื่อเสริมสร้างความรู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย (Aromatherapy)

3. ลดอุณหภูมิร่างกายระหว่างวัน ในระหว่างวันสามารถใช้ผ้าชุบน้ำเย็นที่ผสมน้ำมันหอมระเหยธรรมชาติ (Essential Oil) หรือน้ำแข็งประคบตามซอกตัว คอ รักแร้ ข้อพับ ขาหนีบ ศีรษะ ร่วมกับการใช้พัดลมพ่นละอองน้ำ เพื่อช่วยระบายความร้อน

4. ใช้กลิ่นหอมธรรมชาติช่วยสร้างความสดชื่น หากรู้สึกวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด หรือต้องการความสดชื่นในระหว่างวัน สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติในการให้ความสดชื่นที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยธรรมชาติ (Essential Oil) ได้

5. หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ เนื่องจากจะทำให้น้ำในร่างกายถูกขจัดออกได้มากกว่าปกติ แนะนำให้ดื่มน้ำเปล่าหรือน้ำผลไม้ที่ไม่ผสมน้ำตาลแทน เพราะน้ำผลไม้ไม่เพียงช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ร่างกาย แต่ยังให้สารอาหารที่เป็นประโยชน์ในระหว่างที่ร่างกายเสียเหงื่อได้ด้วย

6. สวมใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ อาทิ ผ้าลินินหรือผ้าฝ้าย ควรหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าสีดำ เพราะสีดำจะดูดความร้อนได้มากกว่าสีอื่นๆ รวมถึงไม่ควรใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่นจนเกินไป เพราะทำให้การระบายเหงื่อได้ไม่ดี

 

ข่าวล่าสุด