2. อึแบบไหนถึงเรียกว่าขับถ่ายดี?
นอกจากดู "ความถี่" แล้ว ลักษณะของอึ ก็สำคัญ
จริงๆมันมีตาราง Bristol Stool Chart เอาไว้แบ่งประเภทอึออกเป็น 7 แบบนะ
- อึแข็งเป็นเม็ดเล็กๆ (Type 1) → ท้องผูกหนักมาก ร่างกายดูดน้ำจากอึมากไป
- อึแข็งเป็นก้อนยาว (Type 2) → ท้องผูกเล็กน้อย ควรกินไฟเบอร์เพิ่ม
- อึเป็นแท่งยาว มีรอยแตกเล็กๆ (Type 3) → ปกติ แต่ยังขาดความชุ่มชื้น
- อึเป็นแท่งเรียบ ลื่น (Type 4) → ปกติที่สุด! อึออกง่าย ไม่ต้องเบ่งเยอะ
- อึเป็นก้อนนิ่มๆ หลายชิ้น (Type 5) → เริ่มไปทางอ่อนนิ่ม กินไฟเบอร์เยอะเกินไป
- อึเป็นเนื้อเหลว (Type 6) → ท้องเสียเล็กน้อย ลำไส้เคลื่อนตัวเร็วเกินไป
- อึเป็นน้ำ ไม่มีเนื้อเลย (Type 7) → ท้องเสียหนัก อาจเกิดจากอาหารเป็นพิษ
อึที่ "ดีที่สุด" ควรเป็น Type 3 หรือ 4 เพราะเป็นก้อนนุ่ม ขับถ่ายออกง่าย ไม่ต้องเบ่งเยอะ
3. อาหารส่งผลต่ออึยังไง?
อาหารที่เรากินมีผลโดยตรงกับลักษณะของอึ
- กินผักเยอะ ไฟเบอร์สูง → อึเป็นก้อนนิ่ม ขับถ่ายง่าย
- กินเนื้อเยอะ ไขมันเยอะ → อึอาจแข็งขึ้น หรือขับถ่ายน้อยลง
- กินของหวานเยอะ แอลกอฮอล์เยอะ → อึอาจเหลว หรือขับถ่ายบ่อยขึ้น
การกินส่งผลต่ออึเรามากนะครับ ดูอย่าง Carnivore Diet คือการกินแต่เนื้อสัตว์และไขมัน ไม่มีไฟเบอร์เลย เพราะฉะนั้น บางคนอึน้อยลง แต่ไม่ได้แปลว่าท้องผูก เพราะร่างกายดูดซึมสารอาหารไปใช้หมด ทำให้มีของเสียออกมาน้อย บางคนอาจอึน้อยลงเหลือ 2-3 วันครั้ง และอึอาจแข็งขึ้นและมีกลิ่นแรง รวมไปถึงบางคนอาจมีท้องเสียในช่วงแรก เพราะร่างกายต้องปรับตัวกับการเผาผลาญไขมันสูง
ถ้ากิน Carnivore Diet แล้วรู้สึกสบายท้อง ไม่มีอาการอึดอัด ก็ถือว่าปกตินะครับ
4.ท้องผูก vs. ท้องเสีย แก้ยังไง?
แล้วถ้ารู้สึกว่าขับถ่ายผิดปกติ ลองแก้ไขตามนี้ได้เลย
ถ้าท้องผูก
✅ ดื่มน้ำเยอะขึ้น (วันละ 2-3 ลิตร)
✅ กินอาหารที่มีไฟเบอร์ (ผัก ผลไม้ ธัญพืช)
✅ ออกกำลังกาย เช่น เดินหลังอาหาร
✅ กินอาหารที่มีโพรไบโอติกส์หรือกินเป็นอาหารเสริมก็ได้
ถ้าท้องเสีย
✅ หลีกเลี่ยงอาหารมันจัด นม หรือของเผ็ด
✅ ดื่มน้ำเกลือแร่ทดแทนน้ำที่เสียไป
✅ กินอาหารอ่อน เช่น ข้าวต้ม ต้มจืด
✅ ถ้าอาการรุนแรงเกิน 48 ชั่วโมง ควรพบรีบหาหมอ
5. สรุปง่ายๆ เราไม่จำเป็นต้องอึทุกวันนะครับ
ถ้าอึไม่บ่อยแต่ไม่มีอาการแน่นท้อง หรือท้องเสียแต่ไม่รุนแรง ก็ไม่ต้องเครียดนะครับ สำคัญคือขับถ่ายแล้วรู้สึกดี ก็พอแล้ว อีกอย่างที่อยากฝากทุกคนคือ สังเกตอึตัวเองด้วยนะ มันก็เป็นสัญญาณบอกโรค อันนี้ก็สำคัญเหมือนกัน
ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก : เฟซบุ๊ก หมอเจด
ขอบคุณภาพบางส่วนจาก : Darko Djurin, Anna Lisa จาก Pixabay