เนชั่นทีวี

Feature & Lifestyle

รู้จัก “หลุมสิว” ปัญหาผิวที่รักษาได้ หากดูแลตั้งแต่ต้นเหตุ

25 พ.ค. 2569 | apirak_pra

รู้จัก “หลุมสิว” ปัญหาผิวที่รักษาได้ หากดูแลตั้งแต่ต้นเหตุ

เตือนสิวอักเสบ-สิวหัวช้างตัวการหลักทำเกิดหลุมสิว เจาะลึก 3 ชนิดหลุมสิวหลัก และนวัตกรรมการรักษาเพื่อกู้คืนผิวเรียบเนียน

“สิว” อาจเป็นปัญหาผิวที่หลายคนคุ้นเคย แต่สิ่งที่สร้างผลกระทบต่อความมั่นใจได้ยาวนานกว่ากลับเป็น “หลุมสิว” ร่องรอยที่ทิ้งไว้หลังการอักเสบของผิวหนัง โดยเฉพาะในผู้ที่เคยมีสิวอักเสบหรือสิวหัวช้าง ซึ่งมักทำให้ผิวหน้าไม่เรียบเนียน แต่งหน้ายาก และส่งผลต่อบุคลิกภาพในชีวิตประจำวัน

สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ ระบุว่า หลุมสิวเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย และในบางรายอาจก่อให้เกิดความกังวล ความอับอาย รวมถึงความไม่มั่นใจในตนเอง แม้ปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีช่วยรักษาหลุมสิวหลายรูปแบบ แต่การป้องกันตั้งแต่ระยะเริ่มต้นด้วยการรักษาสิวอย่างถูกวิธี ยังคงเป็นแนวทางสำคัญที่สุด

นายแพทย์อัครฐาน จิตนุยานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า หลุมสิวส่วนใหญ่มักต้องอาศัยการรักษาหลายครั้งจึงจะเห็นผลชัดเจน และในคนคนเดียวอาจมีหลุมสิวหลายชนิดเกิดร่วมกัน ทำให้จำเป็นต้องใช้หลายวิธีรักษาควบคู่กันไป โดยการรักษาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและลดโอกาสเกิดผลข้างเคียง

 

หลุมสิวเกิดขึ้นได้อย่างไร

หลุมสิวเกิดจากการอักเสบของสิวที่ลงลึกไปถึงชั้นผิวหนัง เมื่อร่างกายซ่อมแซมเนื้อเยื่อไม่สมบูรณ์ ทำให้เกิดการสูญเสียคอลลาเจนใต้ผิว ส่งผลให้ผิวบริเวณดังกล่าวยุบตัวกลายเป็นหลุม

สิวที่มีโอกาสทิ้งรอยหลุมมากที่สุด คือสิวอักเสบชนิดรุนแรง เช่น สิวหัวช้าง สิวอุดตันอักเสบ หรือสิวที่ถูกบีบ แกะ และกดด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง จนทำให้เกิดการอักเสบลุกลามมากขึ้น

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า การควบคุมสิวตั้งแต่ระยะแรก และหลีกเลี่ยงการแกะหรือบีบสิวเอง เป็นวิธีสำคัญในการลดโอกาสเกิดหลุมสิวในระยะยาว

รู้จัก “หลุมสิว” ปัญหาผิวที่รักษาได้ หากดูแลตั้งแต่ต้นเหตุ

หลุมสิวมีกี่ชนิด

นายแพทย์วีรวัต อุครานันท์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง อธิบายว่า หลุมสิวสามารถแบ่งออกเป็น 3 ชนิดหลักตามลักษณะรูปร่าง ได้แก่

  1. Ice-pick scar: เป็นหลุมสิวขนาดเล็ก ปากแคบ แต่ลึกลงไปในชั้นผิวหนัง บางครั้งอาจลึกถึงชั้นหนังแท้หรือชั้นไขมัน ถือเป็นหลุมสิวที่รักษาค่อนข้างยาก และมักพบหลังสิวอักเสบรุนแรง

  2. Rolling scar: มีลักษณะเป็นแอ่งเว้ากลมมน ขนาดค่อนข้างกว้าง แต่ไม่ลึกมาก เกิดจากพังผืดใต้ผิวหนังดึงรั้งเอาไว้ หากดึงผิวหนังให้ตึง หลุมชนิดนี้จะดูตื้นขึ้น

  3. Boxcar scar: เป็นหลุมสิวที่มีขอบชัด ขอบหลุมตั้งฉากลงไปสู่ก้นหลุม แม้ดึงผิวให้ตึงก็ยังเห็นรอยหลุมชัดเจน มักมีทั้งชนิดตื้นและลึก

แพทย์ระบุว่า การวินิจฉัยชนิดของหลุมสิวอย่างถูกต้อง มีความสำคัญต่อการเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสม เพราะแต่ละชนิดตอบสนองต่อการรักษาแตกต่างกัน

รู้จัก “หลุมสิว” ปัญหาผิวที่รักษาได้ หากดูแลตั้งแต่ต้นเหตุ

วิธีรักษาหลุมสิว มีอะไรบ้าง

แพทย์หญิงจันทร์จิรา สวัสดิพงษ์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ สถาบันโรคผิวหนัง ระบุว่า ปัจจุบันมีวิธีรักษาหลุมสิวหลายรูปแบบ โดยแพทย์จะเลือกใช้ตามชนิด ความลึก และสภาพผิวของแต่ละบุคคล

  • การแต้มกรด TCA: เป็นการใช้กรดไทรคลอโรอะซีติคความเข้มข้นสูง แต้มเฉพาะบริเวณหลุมสิว เพื่อกระตุ้นการซ่อมแซมผิวและสร้างคอลลาเจนใหม่ เหมาะกับหลุมสิวชนิด Ice-pick scar มากที่สุด

  • Fractional Laser: เลเซอร์ชนิดแบ่งส่วนจะสร้างบาดแผลขนาดเล็กจำนวนมากบนผิว เพื่อกระตุ้นการฟื้นฟูผิวและสร้างคอลลาเจนใหม่ เหมาะกับหลุมสิวชนิด Rolling scar และ Boxcar scar แต่ได้ผลกับ Ice-pick scar ค่อนข้างจำกัด

  • Fractional Microneedle RF: เป็นการใช้เข็มขนาดเล็กส่งพลังงานคลื่นวิทยุลงใต้ผิวหนัง เพื่อกระตุ้นการซ่อมแซมและสร้างคอลลาเจน เหมาะกับหลุมสิวหลายชนิด โดยเฉพาะ Rolling scar และ Boxcar scar

  • การเซาะพังผืดใต้ผิวหนัง (Subcision): แพทย์จะใช้เข็มตัดพังผืดที่ดึงรั้งหลุมสิวอยู่ด้านล่าง ทำให้ผิวบริเวณนั้นยกตัวขึ้นทันทีหลังทำ วิธีนี้เหมาะกับ Rolling scar มากที่สุด

  • การผ่าตัดหลุมสิว: ในกรณีที่หลุมสิวลึกหรือผิดรูปมาก อาจใช้การผ่าตัดเฉพาะจุด ซึ่งมีหลายเทคนิคขึ้นอยู่กับลักษณะของหลุมสิวและสภาพผิว

  • การฉีดสารเติมเต็ม: การฉีดฟิลเลอร์หรือสารเติมเต็มใต้หลุมสิว ช่วยให้ผิวดูเรียบขึ้น และยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน สามารถทำร่วมกับการเซาะพังผืดได้

นอกจากนี้ ยังมีวิธีเสริมอื่นๆ เช่น การกรอผิว การทำไมโครเดอร์มาเบรชัน และการใช้เข็มกระตุ้นผิว (Skin Needling) ซึ่งแพทย์อาจเลือกใช้ร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา

 

รักษาหลุมสิว ต้องใช้เวลาและความต่อเนื่อง

ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า การรักษาหลุมสิวไม่สามารถเห็นผลได้ในครั้งเดียว เนื่องจากเป็นกระบวนการฟื้นฟูโครงสร้างผิวและการสร้างคอลลาเจนใหม่ จึงต้องอาศัยเวลา ความต่อเนื่อง และการประเมินผลเป็นระยะ

สิ่งสำคัญคือการเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับชนิดของหลุมสิว รวมถึงดูแลผิวหลังทำหัตถการอย่างถูกต้อง เช่น หลีกเลี่ยงแสงแดด ใช้ครีมกันแดดสม่ำเสมอ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

แม้เทคโนโลยีด้านผิวหนังในปัจจุบันจะช่วยให้หลุมสิวดีขึ้นได้มาก แต่แพทย์ยังคงย้ำว่า “การป้องกัน” เป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยเฉพาะการรักษาสิวตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ไม่ปล่อยให้เกิดการอักเสบรุนแรง และไม่แกะหรือบีบสิวเอง

การพบแพทย์ผิวหนังตั้งแต่เริ่มมีปัญหาสิว จึงไม่ใช่เพียงเพื่อรักษาสิวในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังเป็นการลดโอกาสเกิดรอยแผลและหลุมสิวที่อาจส่งผลต่อความมั่นใจในระยะยาวอีกด้วย