ว่าด้วยการยอมรับของผู้บริโภคก็สำคัญ
ข้อโต้แย้งอีกประการหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเนื้อสัตว์สังเคราะห์ คือการใช้เซรั่มของตัวอ่อนในครรภ์แม่วัว ซึ่งมักทำโดยการฆ่าวัวในขณะที่พวกมันตั้งท้องอยู่
ผลการศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้แสดงให้เห็นว่า ทั่วโลกใช้ลูกวัวที่อยู่ในท้องแม่วัวมากกว่า 2 ล้านตัวเพื่อผลิตเซรั่มดังกล่าวประมาณ 800,000 ลิตร ซึ่งจุดประกายความขัดแย้งทางจริยธรรมในอุตสาหกรรมนี้ นอกจากนี้ การใช้เซรั่มดังกล่าว ยังขัดแย้งกับคุณสมบัติเบื้องต้นของเนื้อสัตว์ที่เพาะเลี้ยงในห้องทดลองที่ต้องไม่มีการฆ่าสัตว์มาเกี่ยวข้องอีกด้วย
จุน ชอง เจ้าหน้าที่แผนกพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทกู๊ดมีท กล่าวว่า
บริษัทเพิ่งได้รับการอนุมัติให้ใช้เซรั่มจากพืชชนิดใหม่ที่จะสามารถแทนที่เซรั่มจากตัวอ่อนวัวได้ และอีกไม่นานทางบริษัทจะนำเซรั่มตัวใหม่นี้มาใช้ในการเพาะเลี้ยงเนื้อไก่แทน
ในขณะเดียวกัน อัลเฟรโด ฟรังโก โอเบรกอน (Alfredo Franco-Obregon) รองศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ได้ค้นพบวิธีใช้แม่เหล็กประกอบการเพาะเลี้ยงเนื้อจากเซลล์ที่อาจใช้แทนเซรั่มของวัวที่อยู่ในท้องแม่วัวได้ โดยเขาบอกว่าวิธีนี้ดีพอ ๆ กับการใช้เซรั่มตัวอ่อนวัวเลยทีเดียว
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อกล่าวว่า
หากเนื้อสัตว์ที่เพาะขึ้นในห้องทดลองสามารถเพิ่มขนาดได้ หวังว่าฟาร์มปศุสัตว์ที่ไร้มนุษยธรรมจะถูกกำจัดให้หมดสิ้นไป
ขณะที่ในสหรัฐฯ ก็เพิ่งมีการอนุมัติให้ขาย “เนื้อไก่สังเคราะห์” จากห้องทดลองได้แล้วเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการเปิดตลาดใหม่ให้แก่บริษัทผู้ผลิตเนื้อไก่สังเคราะห์ในอเมริกา โดยกระทรวงการเกษตรสหรัฐเป็นหน่วยงานที่อนุมัติให้บริษัทอัพไซด์ ฟู้ดส์ (Upside Foods) และบริษัทกู๊ด มีท (Good Meat) จากรัฐแคลิฟอร์เนีย สามารถขายเนื้อไก่ที่ผลิตจากเซลล์ของสัตว์ให้แก่ร้านอาหารและซูเปอร์มาร์เก็ตต่าง ๆ ได้
โดยการอนุมัติดังกล่าว ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ของการผลิตเนื้อสัตว์สังเคราะห์ซึ่งมีเป้าหมายลดการฆ่าสัตว์ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการเลี้ยงสัตว์ การผลิตอาหารสัตว์ รวมทั้งการก่อก๊าซมีเทนของมูลสัตว์ด้วย
แต่ถึงกระนั้น ผู้บริโภคจำนวนมากก็ยังคงลังเล หรือปฏิเสธที่จะรับประทานเนื้อสัตว์สังเคราะห์ที่ผลิตจากเซลล์เหล่านี้ โดยผลการสำรวจความเห็นล่าสุดที่จัดทำโดยสำนักข่าวเอพีและศูนย์วิจัย NORC Center for Public Affairs Research ในสหรัฐอเมริกาชี้ว่า ครึ่งหนึ่งของผู้ใหญ่อเมริกันบอกว่า พวกเขาคงจะไม่ลองกินเนื้อที่ผลิตจากเซลล์ของสัตว์ในห้องทดลอง
และเมื่อถามว่าทำไมจึงไม่คิดจะลอง ส่วนใหญ่มักตอบว่า เพราะมัน"ฟังดูประหลาด" ขณะที่ราวครึ่งหนึ่งตอบว่า พวกเขายังคงกังวลด้านความปลอดภัย
สนนราคาที่ยังแพง ถือเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคใหญ่
จอช เททริค ผู้ก่อตั้งบริษัทอีท จัสต์ (Eat Just) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกู๊ดมีท Good Meat พยายามยกให้เห็นข้อดีของเนื้อสัตว์สังเคราะห์ว่า "เราสามารถใช้วิธีที่แตกต่างผลิตเนื้อสัตว์ แทนการใช้ที่ดินและน้ำในการเลี้ยงปศุสัตว์ก่อนที่จะนำพวกมันไปฆ่าเป็นอาหาร"
แม้เป็นเหตุผลที่ฟังดูดี และน่าส่งเสริม แต่กระบวนการผลิตเนื้อสังเคราะห์จากห้องแล็บก็มีต้นทุนสูง
ริคาร์โด ซาน มาร์ติน ผู้อำนวยการห้องทดลองที่มหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเบิร์คลีย์ (University of California Berkeley) กล่าวว่า ปัจจุบัน เนื้อสัตว์สังเคราะห์ยังมีราคาแพง และมีต้นทุนสูงในการผลิต นั่นหมายความว่า อาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าที่เนื้อสัตว์จากห้องแล็บจะสามารถวางขายได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตทั่ว ๆไป
ทั้งบริษัทอัพไซด์ ฟู้ดส์ และบริษัทกู๊ด มีท ในสหรัฐ ต่างมีแผนเริ่มขายสินค้าของตนที่ร้านอาหารแบบพิเศษซึ่งมีเมนูเนื้อสัตว์สังเคราะห์โดยเฉพาะ ก่อนที่จะขยายไปยังร้านอาหารอื่น ๆ จากนั้น ในอนาคตจึงจะวางขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตหรือจุดค้าปลีกอื่นๆ เมื่อเนื้อสัตว์สังเคราะห์เหล่านี้มีราคาถูกลง
รองหัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารของมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ หวัง เดเจี๋ยน เปิดเผยว่า
นับจากนี้ไปอีกหนึ่งหรือสองทศวรรษ บางที 50% ของเนื้อสัตว์ทั้งหมดในตลาด จะเป็นเนื้อที่ใช้เนื้อเทียมผสม หรือเป็นเนื้อสัตว์สังเคราะห์ที่เพาะเลี้ยงในห้องทดลองโดยใช้ทั้งเซลล์สัตว์และเซลล์จากพืชผสมผสานกัน
เนื้อสังเคราะห์กับเนื้อเทียม แตกต่างกันอย่างไร
เนื้อสังเคราะห์ (Cultured meat) แตกต่างจากเนื้อเทียมตรงมันไม่ใช่เนื้อที่เกิดจากผลิตภัณฑ์แปรรูป ตกแต่งกลิ่นสีให้ใกล้เคียง แต่มันเป็นเนื้อสัตว์จริงๆ เพียงแต่มันไม่ได้เติบโตตามธรรมชาติหรือเลี้ยงในฟาร์ม แต่เป็นเนื้อสัตว์ที่มาจากห้องทดลอง โดยการนำเนื้อเยื่อหรือเซลล์ของสัตว์มาเพาะให้มนุษย์รับประทาน
เทคโนโลยีดังกล่าวอาศัยการเพาะเลี้ยงเซลล์ต้นกำเนิดหรือ Stem cell ทำการเพาะเลี้ยงขึ้นมาในห้องแล็บ โดยการนำเซลล์ต้นกำเนิดไปเพาะเลี้ยงในสภาพแวดล้อมจำเพาะ ในอุณหภูมิที่เหมาะสม และสารอาหารจำเป็นในการเติบโต ก็จะสามารถได้เนื้อสัตว์ขึ้นมาตามต้องการ สามารถทำได้ทั้ง เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อวัว รวมถึงเนื้อปลาทูน่า มีรสชาติเหมือนกับเนื้อสัตว์ตามธรรมชาติ
ส่วน เนื้อเทียม (Plant based meat) คือ อาหารที่มีลักษณะคล้ายเนื้อสัตว์ ทั้งในส่วนของรูปร่างหน้าตา สี กลิ่น ไปจนถึงรสชาติ ถูกแต่งออกมาเลียนแบบใกล้เคียงเนื้อสัตว์จริง โดยมากเป็นการดัดแปลงนำพืชที่ให้โปรตีนสูงมาดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ให้มีลักษณะเหมือนเนื้อสัตว์ที่บริโภคกันในปัจจุบัน
วัตถุดิบที่ใช้ในการทำเนื้อเทียมมีหลากหลาย ตั้งแต่ ถั่วเหลือง ถั่วลันเตา เมล็ดข้าวสาลี เห็ด ฯลฯ ผ่านกรรมวิธีหลากหลายตามการผลิตของแต่ละบริษัท ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เนื้อเทียมกลายเป็นหนึ่งในเมนูที่ได้รับความนิยมและมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นมากในประเทศตะวันตก เป็นตลาดที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องจนบริษัทผลิตอาหารจำนวนมากทยอยเข้ามาร่วมธุรกิจนี้
ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก:
ฐานเศรษฐกิจ
Lab-Grown Meat Industry Makes Progress but Faces Supply, Public Acceptance Hurdles
US OKs Chicken Made From Cultivated Cells, Nation's First 'Lab-Grown' Meat