นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ปกติไม้ที่ตัดจากไร่จากนา จากที่มีเอกสารสิทธิ์ ก็จะเป็นไม้เป็นต้น รวมทั้งกะพี้และเปลือกด้วย แต่ของกลางที่เห็น เวลาตัดมาจะพฤติกรรมปอกเปลือก เอาเฉพาะแก่นขาย ซึ่งไม้ที่ทำเสร็จแล้ว จะเห็นเป็นตัวเลข ที่เขียนระบุว่า มีการชั่งกิโลกรัมกับไม้ให้เห็น มีระบุไว้ทั้งน้ำหนักจำนวนกิโลกรัม ขนาดหน้าตัด และความยาวของท่อน
แสดงให้เห็นว่า ถูกปอกมาเพื่อที่จะขาย เป็นน้ำหนักและขายเป็นไซต์ ถ้าท่อนสวยแก่นดี ตรงขนาดใหญ่หน่อย ก็จะอีกราคาหนึ่ง นอกจากนี้เจ้าของแปลงนาที่เกิดเหตุ ได้นำเอกสารรับรองไม้มาตรา 7 มาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ ซึ่งการออกเอกสารโดยผู้นำชุมชน ต้องเป็นคนรับรองไม้เคลื่อนที่ พร้อมกับภาพไม้
แต่กลับมีการเว้นที่ไว้ ยังไม่เขียนว่า ที่ดินที่ไหน ไม้กี่ต้น เหมือนเซ็นกระดาษเปล่าทิ้งไว้ ให้มาเติมข้อมูลทีหลัง เพื่อใช้ยืนยันกับ จนท.หากมีการขอตรวจสอบ สังเกตจากลายมือในเอกสาร จะไม่เหมือนกัน หากมีการเติมข้อมูลภายหลัง และมีการถ่ายเอกสารสีไว้ แล้วค่อยมาเติมข้อมูลภายหลัง เอกสารแบบนี้จะมีเป็นร้อย ๆ ชุด ก็ร่อนไปทุกที่ คนที่ครอบครองไม้ ก็จะเอาหลักฐานนี้มายืนยัน
แต่อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ สามารถพิสูจน์ได้ว่า มันคือการถ่ายเอกสารสี และที่เหลือมาเติมข้อความใหม่ ถือเป็นหลักฐานเท็จทั้งหมด เพราะฉะนั้นถ้า จนท.ของรัฐ ไม่ได้ตรวจสอบรายละเอียด หรือไม่ดูให้ชัดเจน ถึงรายละเอียดจริง ๆ และที่มาของพฤติกรรม ก็อาจจะปล่อย หรือมีส่วนรู้เห็น ตนไม่ทราบ เพราะพฤติกรรมจริง ๆ ต้องยืนยันได้ แม้กระทั่งเอกสารสิทธิ์โฉนดที่ดิน
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา ตนรู้เล่ห์กลเหล่านี้ทั้งหมดว่า มีใครบ้าง มีเจ้าหน้าที่ของรัฐ เกี่ยวข้องหรือไม่อย่างไร เพราะได้การสืบเสาะในกระบวนหมดแล้ว เป็นการขยายผลจากขบวนการใหญ่ ที่จับได้จากดอยสะเก็ด
วันนี้ก็ได้คุยกับกรมป่าไม้ ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ จะต้องรับไม้คดีนี้ไป ส่วนกรมป่าไม้จะรับช่วงต่ออย่างไร เป็นเรื่องของกรมป่าไม้ ส่วนกรณีที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง ตนไม่ปล่อยไว้อย่างแน่นอน หลักฐานมีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าต้องทำให้รัดกุม
เมื่อถาม กลัวว่าจะถูกเล่นงานคืนหรือ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ตนว่า จนท.ของรัฐ มีเจตนาที่บริสุทธิ์ใจ ตนไม่กลัว เพราะสิ่งที่เราทำ ไม่ได้ไปกลั่นแกล้งใคร ตนก็ไม่รู้จักนายสม นายสมก็ไม่รู้จักตน แล้วตนจะไปกลั่นแกล้งเพื่ออะไร