"จะได้รูปแบบวิธีการ หรือแนวทางปฏิบัติในการลดก๊าซเรือนกระจกของพืชเศรษฐกิจ ที่สำคัญจะได้ baseline ของพืชแต่ละชนิด แปลงต้นแบบในการจัดการเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของพืชเศรษฐกิจในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ สำหรับให้ผู้สนใจเข้าสู่โครงการ T-VER เพื่อขอรับรองคาร์บอนเครดิต
ส่งผลให้การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตรของไทยลดลง และเกษตรกรจะมีคาร์บอนเครดิตจากการดำเนินการเกษตรที่ดีที่เหมาะสม คือมีปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงหรือกักเก็บได้จากการดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจกผ่านกลไกการลดก๊าซเรือนกระจกต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศมีหน่วยเป็นตัน
คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และสามารถนำคาร์บอนเครดิตไปแลกเปลี่ยนหรือซื้อขาย เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการนำปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จากการดำเนินงานไปรายงาน และนำไปใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากองค์กร บุคคล งานบริการ หรือจากการผลิตของผลิตภัณฑ์ต่างๆ และขณะนี้กวก.เตรียมจัดตั้ง กองพืชเศรษฐกิจใหม่และการจัดการก๊าซเรือนกระจก เพื่อรองรับภาระกิจใหม่"
ทั้งนี้เบื้องต้น"กรมวิชาการเกษตร"ได้ศึกษาการเก็บ คาร์บอน ไดออกไซด์ในอ้อย พบว่า อ้อย 1 ไร่ ให้ผลผลิตเฉลี่ย 18.1 ตัน สามารถดูดซับคาร์บอนในรูปส่วนเหนือดินเฉลี่ย 3,698 กก.CO2 หรือช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศได้ 13,559 กก.CO2 โดยอ้อย 1 ตันสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 581 กก.CO2
ดังนั้นพื้นที่ปลูก 10.8 ล้านไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 7.21 ตัน/ไร่จะสามารถช่วยดูดซับคาร์บอนในบรรยากาศมาอยู่ในรูปของลำอ้อยทั้งหมดได้ 215.1 ล้านตัน
นอกจากนั้นศึกษามันสำปะหลัง ในปีการผลิต 2565 มีเนื้อที่เพาะปลูกทั้งประเทศ 11.07 ล้านไร่ ผลผลิตรวม 34.69 ล้านตัน โดยศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง ได้ศึกษาการเก็บคาร์บอนฯ พบว่าผลผลิตหัวสดสามารถกักเก็บคาร์บอนฯเฉลี่ย 0.870 ตันคาร์บอนต่อไร่ และดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 3.190 ตัน CO2 ต่อไร่ ดังนั้นมันสำปะหลังสามารถดูดซับ CO2 ในพื้นที่ปลูกทั้งประเทศประมาณ 30.11 ล้านตัน CO2 ต่อปี