หลังจากที่ยุติเส้นทางอาชีพทหาร ปราโบโวเริ่มหันมาทำธุรกิจกับน้องชาย ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในนักธุรกิจที่ร่ำรวยที่สุดของอินโดนีเซีย ซึ่งธุรกิจของเขามีทั้งธุรกิจพลังงาน และการประมง ครอบคลุมกิจการทั้งในประเทศและต่างประเทศ หลังจากนั้น เขาเริ่มเข้าสู่วงการเมือง และได้ก่อตั้งพรรคเกอรินดรา ในปี 2008 และค่อยๆ สะสมความนิยม จนลงสนามเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอินโดนีเซียมาแล้วสองครั้งในปี 2014 และปี 2019 แต่ก็พ่ายแพ้ให้กับ โจโก วิโดโด ทั้งสองสมัย แต่ถึงจะพ่ายแพ้ เขาก็ได้ร่วมรัฐบาลและได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีกลาโหม ก่อนที่จะคว้าชัยชนะมาได้สำเร็จในการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งประสบการณ์จากการลงสนามเลือกตั้งสองครั้งที่ผ่านมา ทำให้เขากลายเป็นผู้สมัครที่คนอินโดนีเซียดูคุ้นหน้ามากที่สุด บวกกับการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนเห็นถึงความตั้งใจจริงในการเข้ามาบริหารประเทศ
การเลือกตั้งครั้งนี้ ปราโบโว จับมือหาเสียงคู่กับ กีบราน ราคาบูมิง ราคา ลูกชายของ โจโก วิโดโด ในฐานะผู้ชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี ซึ่งตรงนี้ ทำให้เขาได้รับคะแนนเสียงจากกลุ่มคนที่สนับสนุน วิโดโด ด้วย ทั้งคู่สัญญาว่าจะดำเนินนโยบายด้านการพัฒนาเศรษฐกิจต่อจากวิโดโด ทั้งเรื่องการลงทุนด้านงานวิจัย พัฒนาการศึกษา เพิ่มการจ้างงาน 19 ล้านตำแหน่ง ส่งเสริมพลังงานทางเลือก ต่อต้านคอร์รัปชัน รวมทั้งสานต่อนโยบายการย้ายเมืองหลวงจากกรุงจาการ์ตา ไปยังเมืองใหม่ ที่ตั้งชื่อว่า นูซันทารา ในจังหวัดกาลิมันตันตะวันออก บนเกาะบอร์เนียว
ต้องติดตามการบริหารประเทศของปราโบโว หลังจากที่เขาเข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีของอินโดนีเซีย ว่าเขาจะเปลี่ยนตัวเองกลายเป็นผู้นำคนใหม่ และลบล้างภาพลักษณ์ในอดีตที่ผู้คนเคยหวาดกลัวได้หรือไม่ หรือภายใต้รอยยิ้มและท่าทีที่ดูน่ารักน่ากอด ที่เราเห็นตอนหาเสียง จะเป็นแค่ภาพลักษณ์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อใช้หาเสียงเท่านั้น แต่ด้วยระบบการเลือกตั้งของอินโดนีเซีย กว่าที่ปราโบโวจะเข้ามาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ ก็ต้องรอจนกว่าจะถึงเดือนตุลาคม ซึ่งในระหว่างนั้น ก็จะเป็นการเจรจากันในหมู่พรรคร่วมรัฐบาล ว่าใครจะได้บริหารกระทรวงไหนกันบ้าง ซึ่งจะเป็นการเจรจาต่อรองกันระหว่างปราโบโว ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ กับ โจโก วิโดโด ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ที่ยังต้องการวางตัวคนของตัวเองให้คุมกระทรวงสำคัญๆ เอาไว้ ซึ่งนักวิเคราะห์การเมืองของอินโดนีเซีย มองว่าการเจรจาอาจจะมีความตึงเครียดกว่าที่คิด เพราะทั้งสองฝ่ายอาจจะไม่ยอมปล่อยกระทรวงสำคัญให้อีกฝ่าย
ในส่วนของปฏิกริยาการยอมรับจากนานาชาติ ก็เป็นความท้าทายอีกอย่างที่ปราโบโวต้องเผชิญ หากเขาเดินทางไปเยือนต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศตะวันตก อาจจะเจอกับการประท้วงและถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอดีต และถึงแม้ว่าเขาจะพยายามเปลี่ยนภาพลักษณ์ตัวเองให้เป็นคุณปู่ผู้น่ารักมากแค่ไหน แต่ประเทศตะวันตกยังคงจดจำเขาในฐานะทหารผู้มีอารมณ์แปรปรวน มากกว่า แต่คาดว่า ผู้นำต่างชาติจะรักษาท่าที และแกล้งทำเป็นลืมเรื่องในอดีตของปราโบโว เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง และสานความสัมพันธ์ที่ดีกับอินโดนีเซียต่อ ในฐานะยุทธศาสตร์สำคัญในภูมิภาค