เนชั่นทีวี

ต่างประเทศ

เมื่อโบราณสถานแห่งการท่องเที่ยวกลายเป็นเถ้าถ่าน

11 ส.ค. 2566 | piyarom

เมื่อโบราณสถานแห่งการท่องเที่ยวกลายเป็นเถ้าถ่าน

การเกิดไฟป่าที่เกาะเมาอี หนึ่งในเกาะขนเมาอิาดใหญ่ของหมู่เกาะฮาวายของสหรัฐฯ สร้างความเสียหายที่เหนือความคาดหมาย เพราะเผาผลาญสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของเกาะในเมืองหลวงเก่า ทั้ง "เรือนโบราณ" และ "ต้นไทรเก่าแก่" ที่มีอายุถึง 150 ปี

ไฟป่าที่เผาผลาญเกาะเมาอี (Maui) เกาะที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของหมู่เกาะฮาวาย ได้สร้างความเสียหายและสูญเสียให้กับบางสิ่งบางอย่างที่หาค่ามิได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "เรือนโบราณ" ที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองลาไฮนา สร้างตั้งแต่ปี ค.ศ.1834 (พ.ศ. 2377) ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ประทับของ "กษัตริย์และราชินีแห่งราชวงศ์ฮาวาย" สมัยที่มีฐานะเป็นเมืองหลวง ตอนนี้ได้มอดไหม้เหลือเพียงเถ้าถ่าน เช่นเดียวกับสวนต้นไทร (Banyan tree) อันเลื่องชื่อ ที่มีต้นไทรอายุ 150 ปี ยืนต้นสูงตระหง่านกว่า 60 ฟุต เป็นต้นหลักอยู่ 47 ต้น แต่แผ่กิ่งก้านครอบคลุมพื้นที่เกือบ 5 ไร่ ที่ตอนนี้อยู่ในสภาพไหม้เกรียม

แม้จะไม่ทราบสาเหตุของไฟป่า แต่ก็เชื่อว่าการที่ไฟลุกลามรวดเร็วยากต่อการควบคุม น่าจะเป็นผลมาจากอากาศแห้งและลมแรง ซึ่งเป็นอิทธิพลของพายุเฮอร์ริเคน "ดอร่า" ที่ผัดผ่านพื้นที่ทางใต้ของหมู่เกาะฮาวาย  

เมื่อโบราณสถานแห่งการท่องเที่ยวกลายเป็นเถ้าถ่าน

ลาไฮนา ได้ชื่อว่าเป็นเมืองประวัติศาสตร์และเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ทศวรรษที่ 1700 หนึ่งในอาคารที่ได้รับความเสียหาย คือ "Baldwin Home" สร้างโดยบาทหลวง "เอฟราอิม สปอลดิง" (Reverend Ephraim Spaulding) ช่วงระหว่างปี 1834-1835 เพื่อใช้เป็น "missionary compound" หรือ ที่พำนักของมิชชันนารี 

หลังจากล้มป่วยในปี 1836 (พ.ศ. 2379) บาทหลวงสปอลดิง ได้เดินทางกลับไปที่รัฐแมสซาจูเสตส์ และบาทหลวงที่เป็นมิชชันนารีทางการแพทย์ ดไวท์ บัลด์วิน (Reverend Dwight Baldwin) กับครอบครัวที่เคยอาศัยอยู่ในกระท่อมสร้างด้วยหญ้า ก็ย้ายเข้าไปพักอาศัยแทนจนถึงปี ค.ศ. 1868 (พ.ศ. 2411) ซึ่งเขามักจะเปิดรับผู้มาเยือนไม่ว่าจะเป็นนักเดินทางที่เหนื่อยล้า, กัปตันเรือ ตลอดจนสมาชิกราชวงศ์และเจ้าหน้าที่กงสุล 

เมื่อโบราณสถานแห่งการท่องเที่ยวกลายเป็นเถ้าถ่าน

เรือนโบราณที่ "เก่าแก่ที่สุดบนเกาะเมาอี" ถูกทำเป็นพิพิธภัณฑ์ ก่อนจะเหลือแต่กองเถ้าถ่านจากไฟป่าล่าสุด ด้วยเพราะโครงสร้างที่ไม่ทนไฟ ดังนั้นเมื่อไฟเริ่มไหม้ที่หลังคาจึงลุกลามได้รวดเร็ว ทางการเมืองลาไฮนาประเมินตัวเลขอาคารที่ได้รับความเสียหายไว้ที่ 1,700 หลัง บนพื้นที่กว่า 5,000 ไร่ ขณะที่วุฒิสมาชิกเมืองลาไฮนา "ไบนอัน แชทซ์" (Brian Schatz) โพสต์ข้อความในทวิตเตอร์ว่า เมืองลาไฮนาบนเกาะเมาอี ถูกเผาราบเกือบทั้งเมือง 

ส่วนต้นไทร ได้ชื่อว่าเป็นต้นไม้ที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐฯ ก่อนจะเหลือแต่ซากเมื่อวันพุธ (9 สิงหาคม 2566) ไทรต้นแรกถูกนำเข้าจากอินเดียและปลูกไว้ที่ด้านหน้าศาล เมื่อปี ค.ศ.1873 (พ.ศ. 2416) โดยมีความสูงเพียง 8 ฟุต ก่อนจะเติบโตด้วยความสูง 60 ฟุต และงอกออกมาเพิ่มเป็น 47 ต้น ก่อนถูกไฟเผา

เมื่อโบราณสถานแห่งการท่องเที่ยวกลายเป็นเถ้าถ่าน

แต่ท่ามกลางความสูญเสียก็ยังมีความหวัง ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบางคนตั้งข้อสังเกตว่า แม้จะถูกไฟไหม้แต่ไทรบางต้นก็ยังไม่ล้ม และมีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะบอกว่า มันจะ "รอด" จากการบาดเจ็บจากไฟได้หรือไม่ แต่ก็รู้สึกได้ถึงสัญญาณแห่งความหวังเล็ก ๆ จากภัยพิบัติครั้งนี้ 

มีคนพูดถึงอาคารศาลและต้นไทรด้วยว่า โบราณสถานที่เป็นมรดกของลาไฮนาได้สูญหายไปแล้ว ต้นไทรที่อยู่ด้านหลังเป็นต้นไทรที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ และเก่าแก่ที่สุดของหมู่เกาะฮาวาย เป็นหนึ่งในต้นไม้ที่งดงามที่สุดเท่าที่เคยเห็น แม้ถูกไฟไหม้อย่างรุนแรงก็ยังยืนต้นอยู่ได้

เมื่อโบราณสถานแห่งการท่องเที่ยวกลายเป็นเถ้าถ่าน

ต้นไทรที่ฮาวายนี้เป็นสมาชิกในวงศ์ "มะเดื่อ" รากอากาศของมันแผ่ลงสู่พื้นดิน และมันสามารถเติบโตได้ทั้่งแนวตั้งและแนวนอน ที่ผ่านมามันเป็น "บ้าน" ของเอี้ยง นกขุนทองหลายร้อยตัว พวกมันถูกนำไปที่ฮาวายเมื่อปี ค.ศ.1865 (พ.ศ. 2408) เพื่อควบคุม "กองทัพหนอน"

อาจต้องใช้เวลาอีกนานในการฟื้นฟูเมือง บางอย่างที่สูญเสียไปแล้วไม่อาจเรียกคืนมาได้ เช่น ชีวิตของผู้คน เรือนโบราณ และความเสียหายอื่น ๆ แต่บางอย่างยังจุดประกายความหวังอย่างต้นไทรบางต้นที่ยังไม่ล้ม และทางการจำเป็นต้องเร่งออกมาตรการเพื่อจำกัดความเสี่ยงใด ๆ ที่จะทำให้เกิดไฟไหม้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดพิบัติซ้ำรอยขึ้นมาอีก 

เมื่อโบราณสถานแห่งการท่องเที่ยวกลายเป็นเถ้าถ่าน

ข่าวล่าสุด