เรื่องราวความทุกข์ทรมานของไป๋ สร้างความตกตะลึงและโกรธแค้นให้กับชาวสิงคโปร์และประชาคมนานาชาติ ทำให้รัฐบาลต้องรีบ "เปลี่ยนระบบการคุ้มครอง" ต่าง ๆ ให้กับบรรดาแรงงานต่างชาติ ที่เข้าไปเป็นผู้ช่วยแม่บ้านในสิงคโปร์ แต่องค์กรเอกชน (NGOs) ทั้งหลายที่เคลื่อนไหวในเรื่องนี้ พากันบอกว่ารัฐบาลต้อง "ทำให้มากกว่านี้" ถึงจะนำไปสู่การล่วงละเมิดแรงงานต่างชาติได้
การที่ไป๋ต้องไปเผชิญชะตากรรมที่โหดร้าย เพราะเธอเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องหาเงินมาเลี้ยงดูลูกชายวัย 3 ขวบ และการไปอยู่บ้านของไกยาธิรีเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2558 เป็นการเดินทางไปทำงานต่างประเทศครั้งแรก เธอเดินทางจากหมู่บ้านยากจนในรัฐฉิ่น และให้ญาติช่วยดูแลลูกชายให้ เธอไม่ค่อยโทรศัพท์กลับไปที่บ้านและไม่เคยบ่นเรื่องงาน
ครอบครัวของเธอเริ่มเกิดความสงสัยตอนที่เธอติดต่อไปเมื่อเดือนกรกฎาคม หรือเพียงแค่ 2 สัปดาห์ ก่อนเสียชีวิต ซึ่งเซียง ลัม มัน พี่สาวของเธอให้สัมภาษณ์ Al Jazeera ในสารคดีเมื่อปี 2559 ว่า ไป๋บอกว่าเธอไม่สบายและอยากกลับบ้านในเดือนสิงหาคม และขอให้พี่ชายช่วยไปรับที่ย่างกุ้งที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านของเธอราว 1,000 กิโลเมตร แต่กลับกลายเป็นว่า โพ เซียน มุง พี่ชายของไป๋ ที่ตอนนั้นมีอายุ 32 ปี ต้องเดินทางไกลไปถึงสิงคโปร์ เพื่อนำร่างของเธอกลับบ้านเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2559
มีคลิปที่เผยแพร่ใน YouTube ที่แสดงให้เห็นชาวเมียนมาหลายร้อยคน ไปยืนเรียงรายตามท้องถนนเพื่อรอรับโพ ที่เดินทางกลับมาพร้อมกับร่างของน้องสาว พวกเขาถือภาพของไป๋และร่ำไห้อย่างสุดกลั้นด้วยความเวทนา บางคนแตะหีบศพขณะที่บาทหลวงนำฝูงชนไปทำพิธี
แม้ว่ากระบวนการยุติธรรมจะทำหน้าที่ แต่ก็ใช้เวลาถึง 5 ปี นับตั้งแต่ไป๋เสียชีวิต มีการแสดงภาพการทรมานที่ชัดเจนในระหว่างการพิจารณาคดี ที่แสดงให้เห็นไป๋ที่ร่างกายผอมแห้ง ถูกกระชากผมและเขย่าเหมือนตุ๊กตาเก่า ๆ ไกยาธิรียังราดน้ำร้อนใส่ ตามด้วยการตบ ทุบ เตะ และกระทืบ ตอนที่ไป๋ร่วงลงไปนอนกองกับพื้น บางทีก็ใช้สิ่งที่อยู่ใกล้มือ เช่น ขวดพลาสติก ทัพพีโลหะ หรือกดเตารีดไอน้ำร้อน ๆ ไปที่แขน อาหารที่ไป๋ได้รับมักจะเป็นขนมปังหั่นบาง ๆ จุ่มกับน้ำ อาหารที่เย็นชืดจากตู้เย็นหรือข้าวที่เหลือตอนกลางคืน ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงก่อนจะเสียชีวิต เธอยังถูกเตะและกระทืบอีกหลายครั้ง ถูกกระชากผมจนสำลักหลายครั้ง
ผลการชันสูตรศพพบว่า ไป๋มีแผลที่เพิ่งเกิด 31 แห่ง และร่องรอยการบาดเจ็บภายนอกทั่วร่างกาย 47 แห่ง และการที่เธอสำลักซ้ำ ๆ ทำให้ขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมองนำไปสู่การเสียชีวิต และเรื่องนี้ได้สร้างความเสียหายให้ชื่อเสียงของสิงคโปร์อย่างยับเยิน จนต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการคุ้มครองแรงงาน เช่น การสุ่มไปตามบ้านนายจ้างโดยเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน และออกกฎใหม่ให้ผู้ช่วยแม่บ้านในสิงคโปร์ต้องมีวันหยุดอย่างน้อยเดือนละ 1 วัน แต่ไม่สามารถแลกเป็นเงินได้
นอกจากนี้ยังบังคับให้ส่งผู้ช่วยแม่บ้านไปเข้ารับการตรวจเช็กร่างกายโดยแพทย์ ที่รวมทั้งการตรวจดัชนีมวลกาย (body mass index) และดูว่ามีสิ่งต้องสงสัยเช่น อาการบาดเจ็บที่ไม่สามารถอธิบายได้หรือไม่ และห้ามนายจ้างเข้าดูการตรวจอย่างเด็ดขาด
แต่แม้จะเปลี่ยนแต่กลุ่ม NGOs ต่างยืนยันว่า "ยังคงมีคนที่ถูกล่วงละเมิด" โดยจากการเปิดสายด่วน hotline ช่วยแรงงานเมียนมา พบว่ามีคนโทรเข้าไปขอความช่วยเหลือทุกวัน บางคนบอกว่านายจ้างจัดอาหารให้ไม่พอ ถูกดุด่า หรือถูกนายจ้างกีดกันไม่ให้ไปหางานใหม่กับครอบครัวอื่น
ปัจจุบันมีบริษัทจัดหางานราว 140 แห่ง ที่ส่งผู้ช่วยแม่บ้านไปตามบ้านมากกว่า 21,000 หลัง แรงงานส่วนใหญ่มาจากกัมพูชา อินเดีย เมียนมา ศรีลังกา และไทย และปัจจุบันแรงงานเหล่านี้มีโอกาสเลือกที่จะทำงานพาร์ตไทม์ โดยไม่ต้องอยู่กับนายจ้าง เช่น งานทำความสะอาดค่าแรง 20-30 ดอลลาร์/ชั่วโมง