เจมี เมทซ์ อดีตสมาชิกของคณะกรรมการที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญขององค์การอนามัยโลกว่าด้วยการแก้ไขจีโนมมนุษย์ (human genome editing) เป็นคนที่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเมื่อต้นปี 2563 โดยบอกว่า
"เกมจะพลิกทันที ถ้าสามารถพิสูจน์ได้ว่าหูป่วยเพราะติดเชื้อโควิด-19 ก่อนใคร เพราะมันจะเป็นหลักฐานที่มัดแน่นที่สุด เพราะเขาเป็นหัวหน้าทีมวิจัยในห้องแลบของ ดร.จื่อ"
เมื่อวันเสาร์สื่ออังกฤษ The Times รายงานอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่สืบสวนของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ไม่เปิดเผยตัวว่า มีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่า WIV มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้าง เผยแพร่และปกปิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะที่รายงานของ Wall Street Journal ระบุว่า จากรายงานข่าวกรองที่ไม่เปิดเผย มีข้อมูลใหม่เกี่ยวกับจำนวนนักวิจัยที่ติดเชื้อ, ช่วงที่ป่วยและโรงพยาบาลที่พวกเขาเข้ารับการรักษา
ข้อมูลของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ที่เผยแพร่ในช่วงที่รัฐบาลของ โดนัลด์ ทรัมป์ ใกล้จะหมดวาระ ระบุว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มีเหตุผลให้เชื่อว่า นักวิจัยหลายคนของ WIV พากันป่วยในช่วงฤดูใบไม้ร่วง (ปลายปี) ของปี 2562 ก่อนการระบุเคสแรกของการระบาด โดยมีอาการสอดคล้องกันทั้งโควิด-19 และโรคตามฤดูกาลทั่วไป เพียงแต่ไม่ได้ระบุจำนวนนักวิจัย
ช่วงเริ่มการระบาด จีนไม่ยอมให้ข้อมูลดิบเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อโควิด-19 แก่ทีมผู้เชี่ยวชาญ ที่นำโดยเจ้าหน้าที่ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งตรวจสอบที่มาของโรคที่อาจยิ่งสร้างความซับซ้อน ให้กับความพยายามทำความเข้าใจว่าการระบาดเริ่มต้นขึ้นอย่างไร
เดวิด แอชเชอร์ อดีตเจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐฯ ที่นำทีมจากกระทรวงต่างประเทศ ไปสืบสวนที่มาของไวรัสตามที่ได้รับมอบหมายจาก ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศในขณะนั้น เปิดเผยในระหว่างงานสัมมนาที่ Hudson Institute เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2564 ว่า เขาสงสัยข้ออ้างที่ว่านักวิจัยของ WIV ป่วยด้วย "ไข้หวัดธรรมดา"
แอชเชอร์บอกว่า
"ผมสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่าคน 3 คน ที่อยู่ในสถานการณ์ที่ได้รับการป้องกันอย่างดี ในห้องปฏิบัติการทดลองระดับ 3 ที่ทำงานเกี่ยวกับโคโรนาไวรัส จะป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่ที่ทำให้พวกเขาต้องเข้าโรงพยาบาล หรืออยู่ในสภาพที่รุนแรงทั้งหมดในสัปดาห์เดียวกัน มันจะไม่เกี่ยวข้องกับโคโรนาไวรัสจริงน่ะหรือ"
เขาบอกด้วยว่า การป่วยของนักวิจัยอาจจะเป็นตัวแทนของการติดเชื้อโควิด-19 ที่เป็น "คลัสเตอร์แรกของโลก" ก็เป็นได้