เนชั่นทีวี

Business thai

ระวังหุ้นไทยผันผวน ! นักลงทุนเทขายลดเสี่ยง ส่อง 6 หุ้นหลบภัย

03 พ.ย. 2566 | sukanya_san

ระวังหุ้นไทยผันผวน ! นักลงทุนเทขายลดเสี่ยง ส่อง 6 หุ้นหลบภัย

บล.หยวนต้ามองหุ้นไทยวันนี้มีโอกาสปรับขึ้นในกรอบ 1,400-1,420 จุด แนะเก็งกำไรไปยังกลุ่มหุ้นที่มีความสัมพันธ์ผกผันต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล สวนทางบล.อินโนเวสท์ เอกซ์ประเมิน SET ชะลอตัว จากแรงขายลดความเสี่ยงก่อนรายงานตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐในคืนนี้

บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่าบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกวานนี้ปรับตัวขึ้น Across-the-board หนุนจากผลของการประชุม FOMC ในวันก่อนหน้าที่ตลาดตีความว่า Fed มีแนวโน้มที่จะสิ้นสุดการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในวัฏจักรครั้งนี้ สืบเนื่องจากการแถลงของประธาน Fed ต่อทั้งพัฒนาการการปรับตัวลงของเงินเฟ้อและความสามารถในการเข้าถึงเงินทุน ทั้งภาคธุรกิจและภาคเอกชน (Financial Conditions) ที่ตึงตัวมากขึ้น จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐฯ ที่เร่งตัวขึ้นในช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค. ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังได้เปิดเผยมุมมองว่าภาคการจ้างงานที่ร้อนแรงนับตั้งแต่หลังการเกิด COVID-19 ปัจจุบันเริ่มปรับเข้าสู่สมดุลโดยเฉพาะอัตราการปรับเพิ่มขึ้นของค่าแรงรายชั่วโมงซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กดดันเงินเฟ้อ

แม้ผลการประชุม FOMC ที่ผ่อนคลายมากกว่าคาดและการแถลงแผนการประมูล Refunding พันธบัตรรัฐบาลจากการทรวงการคลังสหรัฐฯ จะหนุนการฟื้นตัวของพันธบัตรรัฐบาลที่มีอายุตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ซึ่งทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรลดลง เอื้อต่อการปรับตัวขึ้นของสินทรัพย์เสี่ยง แต่ Fed ยังเผยถึงความเสี่ยงของภาคการจ้างงาน ถ้ามีการกลับทิศทางหรือพัฒนาการการชะลอตัวได้สิ้นสุดลงอาจส่งผลกระทบต่อปัญหาทางด้านเงินเฟ้อและทำให้ Fed ต้องกลับมาดำเนินนโยบายการเงินที่ตึงตัวอีกครั้ง

ระวังหุ้นไทยผันผวน ! นักลงทุนเทขายลดเสี่ยง ส่อง 6 หุ้นหลบภัย

ส่วนการรายงานตัวเลขภาคการจ้างงานสหรัฐฯ สำหรับเดือน ต.ค. ที่จะเกิดขึ้นในช่วงคืนวันนี้ ประเมินจะเป็น Swing Factor สำคัญในการกำหนดทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลกในสัปดาห์หน้า โดยคาดการณ์ของตลาดได้แก่1. ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) จะปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.88 แสนตำแหน่งลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ 3.36 แสนตำแหน่ง

2.อัตราว่างงานจะทรงตัวจากเดือนก่อนหน้าที่ 3.8% และ 3. อัตราการปรับตัวเพิ่มขึ้นของค่าแรงรายชั่วโมงจะเพิ่มขึ้น +0.3% MoM และ +4.0% YoY เราประเมินหากตัวเลขดังกล่าวใกล้เคียงคาดหรือชะลอตัวกว่าที่ตลาดคาดเล็กน้อยจะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวลงต่อเนื่อง เปิดโอกาสในการเข้าเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในช่วงต้นสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม คาด SET Index วันนี้มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในกรอบ 1,400-1,420 จุด ยังแนะนำเน้นการเก็งกำไรไปยังกลุ่มหุ้นที่มีความสัมพันธ์ผกผันต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเช่น โรงไฟฟ้า ไฟแนนซ์ และ Digital Transformation รวมถึงกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากแนวโน้มการไหลกลับของกระแสเงินทุนต่างชาติตามการแข็งค่าของสกุลเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ อาทิ ค้าปลีก ธนาคารพาณิชย์ พลังงาน และกลุ่มสื่อสาร เป็นต้น

หุ้นเด่นวันนี้แนะนำ TOP   ราคาเป้าหมาย 50  บาท เราคาดว่าหุ้นกลุ่มพลังงานเป็นที่พักเงินได้ดี เนื่องจากเข้าสู่วันสุดท้ายของสัปดาห์ เพื่อ Hedging ความเสี่ยงจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หากมีความตึงเครียดเพิ่มขึ้นคาดส่งผลให้ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับตัวขึ้น

คาดกำไรสุทธิ 3Q66 ที่ 1.0 หมื่นลบ. เติบโต +84,631% YoY และ +810% QoQ ทำระดับสูงสุดรอบ 4 ไตรมาส จากค่าการกลั่นที่สูงถึง US$12.1/barrel และกำไรจากสต็อกน้ำมันเป็นจำนวนมาก ราคาหุ้นซื้อขายที่ PBV เพียง 0.7 เท่า เทียบเท่าระดับ -2.0SD มี Downside Risk ที่ค่อนข้างจำกัด

หุ้นเด่นตัวต่อมาคือ SSP ราคาเป้าหมาย 6.50 บาท แม้กำไร 3Q66 ไม่เด่น จากต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น และผลกระทบเชิงฤดูกาล เราคาดกำไรปกติที่ 204 ลบ. ลดลง -22% YoY และ -14% QoQ หากออกมาใกล้กับคาด จะส่งผลให้กำไร 9M66 คิดเป็น 71% ของกำไรทั้งปี จึงไม่ส่งผลให้ประมาณการกำไรปี 2566 มี Downside

ขณะที่แนวโน้ม 4Q66 คาดกำไรกลับเร่งตัวขึ้นทั้ง YoY และ QoQ เป็น 250 ลบ. จากค่าใช้จ่าย SG&A ลดลง และส่วนแบ่งกำไรโครงการลมในไทยและเวียดนามเพิ่มขึ้น QoQ ความน่าสนใจในการลงทุนอยู่ที่กำไรปีหน้าคาดเติบโตสูงถึง 30% หลังรวมกำไรส่วนเพิ่มจากการถือหุ้นเพิ่มในโครงการวินชัย จะส่งผลให้ PER2567 ลดลงเหลือเพียง 7.0 เท่า

หุ้นเด่นอีกตัวคือ OSP ราคาเป้าหมาย 25 บาท เราคาดว่าจะเห็นแรงเก็งไรหุ้นงบ 3Q66 เด่น หลังผ่านพ้นปัจจัยสำคัญ คือ การประชุมเฟดแล้วในคืนวันพุธที่ผ่านมา เนื่องจากเข้ากำลังจะเข้าสู่ 2 สัปดาห์สุดท้ายของการรายงานผลประกอบการ 3Q66 ประเมินกำไร 3Q66 ที่ 584 ลบ. (คาดรายงานงบวันที่ 8 พ.ย.) เติบโต +139% YoY และ +584% QoQ จากการฟื้นตัวของธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลัง และ Gross Margin เพิ่มขึ้นจากต้นทุนพลังงานที่ลดลง ฐานะการเงินแข็งแร่ง Net Cash และมี Upside จากการทำ M&A ที่ยังไม่รวมไว้ในประมาณการกำไรปี 2567

หุ้นเด่นตัวสุดท้ายคือ KBANK   ราคาเป้าหมาย 135 บาท ภาพทางเทคนิค แนวต้าน 135.00 บาท แนวรับ  132.00 บาท และ Stop loss หากต่ำกว่า 130.50 บาท ราคากำลังขึ้นทดสอบเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน หาก Breakout ผ่านได้จะเป็นสัญญาณบวก มีเป้าหมายถัดไปที่บริเวณ 135.00 บาท


บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุว่า   คาด SET ชะลอตัว จากแรงขายลดความเสี่ยงก่อนรายงานตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐในคืนนี้ และเพื่อลดความร้อนแรงในระยะสั้นของสัญญาณเทคนิค โดยมีกรอบบนจำกัดที่แนวต้าน 1,406 จุด และ 1,415 จุด ตามลำดับ ด้านกรอบล่างอยู่ที่แนวรับ 1,390  จุด และ 1,380 จุด ตามลำดับ

หุ้นเด่นตัวแรกคือ CPALL ราคาเป้าหมาย 78 บาท มองเป็นหุ้น Undervalued ซึ่งราคาปรับลงมาจนเข้าเขต Oversold โดยปัจจุบันซื้อขายที่ PER 66F ระดับ 30 เท่า (-1S.D. จาก PE เฉลี่ย 10 ปี) ขณะที่ 3Q66 คาดจะมีกำไรปกติเติบโต 11%YoY ดีสุดในกลุ่มพาณิชย์

หุ้นเด่นตัวต่อมาคือ  PTTEP  ราคาเป้าหมาย 194 บาท  ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ตาม war premium ที่เกิดจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง เป็น Upside สำหรับราคาขายเฉลี่ยใน 4Q66 ผู้บริหารคาดปริมาณขายใน 4Q66 คาดจะเพิ่มขึ้น 2-3% QoQ และคาดจะเพิ่มขึ้นต่อปีก 10% YoY ในปี 2567ขณะที่อัตรากำไรวัดจาก EBITDA margin คาดจะยืนสูงกว่า 70% แม้ต้นทุนต่อหน่วยจะสูงขึ้น

ข่าวล่าสุด