เนชั่นทีวี

Business thai

ลุ้นหุ้นไทยรีบาวด์ ! อานิสงส์ปัจจัยมหภาค เก็งกำไร  Anti-Commodity

25 ต.ค. 2566 | sukanya_san

ลุ้นหุ้นไทยรีบาวด์ ! อานิสงส์ปัจจัยมหภาค เก็งกำไร  Anti-Commodity

โบรกมองหุ้นไทยวันนี้รีบาวด์ในกรอบ 1,390-1,410 จุด หลังปรับตัวลงแรงก่อนหน้า อานิสงส์เชิงบวกจากปัจจัยมหภาค  แนะเข้าเก็งกำไร  Anti-Commodity-ปิโตรเคมี-ส่งออก

บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) แจ้งว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกวานนี้ส่วนใหญ่มีการเคลื่อนไหวในเชิงบวกจากอานิสงส์จากการปรับตัวลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หลังตลาดเริ่มเก็งกำไรถึงการจบวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นจาก 1. ตัวชี้วัดทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่นิยมใช้ในการหาระดับดอกเบี้ยนโยบายเหมาะสมเมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อและอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจคือ Taylor Rule 

2. สถานการณ์ของสงครามระหว่างอิสราเอล-ฮามาสที่ยังไม่ได้มีพัฒนาการการขยายตัวไปยังประเทศในภูมิภาคซึ่งเป็นผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง ช่วยผ่อนคลายความกังวลต่อปัญหาเงินเฟ้อที่อาจกลับมากดดันเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม SET Index วานนี้ปรับตัวลดลง -8.32 จุด เทียบเท่า -0.59% ปิดตัวที่ 1,391.03 จุด Underperform ภูมิภาคเอเชีย คาดส่วนหนึ่งเป็นผลจากการหยุดทำการของตลาดหุ้นไทยในวันก่อนหน้าที่ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ เราคาดแรงเก็งกำไรต่อการจบวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นของสหรัฐฯ เป็นผลให้เกิดการหมุนเวียนของกระแสเงินทุนต่างชาติออกจากตลาดหุ้นของประเทศที่อยู่ระหว่างการพัฒนาไปยังตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ สะท้อนจากสถานะการขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติวานนี้ที่ระดับ  -1.4 พันล้านบาท

การรายงานตัวเลขส่งออกของไทยในเดือน ก.ย. เติบโตขึ้นเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันที่ระดับ +2.1% YoY ดีกว่าคาดคาดการณ์ของตลาดว่าจะลดลง -1.7% YoY ถึงแม้ยอดนำเข้าจะยังอ่อนแอที่ -8.3% YoY จากสินค้าเชื้อเพลิง เช่น ก๊าซธรรมชาติและปิโตรเลียม แต่เราประเมินดุลการค้าที่เร่งตัวขึ้นจะเป็นปัจจัยที่ช่วยจำกัดการอ่อนค่าของสกุลเงินบาทและการเคลื่อนไหวของดัชนี SET Index ในระยะสั้น 

สำหรับปัจจัยต่างประเทศสำคัญที่ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เกิดการรีบาวด์ขึ้นวานนี้ (24 ต.ค.) ได้แก่ 1. การเข้าแทรกแซงของ UN ในสงครามอิสราเอล-ฮามาส โดยการเรียกร้องการหยุดยิงในฉนวนกาซาทันที

โดยกล่าวว่าเป็น “การละเมิดทางกฎหมายระหว่างประเทศ” ทำให้ราคาน้ำมันดิบ BRENT ปรับตัวลงต่อเนื่องเป็น   88.07 ดอล ลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และ2.ทางการจีนประกาศอนุมัติมาตรการภาคการคลัง 1.0 ล้านล้านหยวนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการเข้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน

ทั้งนี้ประเมินว่า SET Index วันนี้ (25 ต.ค.)รีบาวด์ขึ้นในกรอบ 1,390-1,410 จุด ประเมินหุ้นที่ได้อานิงส์เชิงบวกจากปัจจัยมหภาคข้างต้น ซึ่งเหมาะกับการเข้าเก็งกำไรได้แก่ Anti-Commodity, ปิโตรเคมี, โรงไฟฟ้า, การเงิน, สื่อสาร และส่งออก

หุ้นเด่นวันนี้แนะนำ THCOM  ราคาเป้าหมาย 13.20 บาท หุ้นกลุ่มสื่อสารมีโอกาสฟื้นตัว เนื่องจาก  1.Bond Yield สหรัฐฯ เข้าสู่การพักฐานในช่วงสั้น 2.เป็นกลุ่ม Defensive ที่ได้รับผลกระทบจำกัดหากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

ราคาหุ้นอ่อนตัวลง -19% ในช่วงราว 1 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ Upside ในระยะยาวน่าสนใจมากขึ้น ขณะที่การเติบโตในระยะยาวมั่นคง จากการยิงดาวเทียมดวงใหม่ขึ้นสู่วงโคจรทั้งหมด 3 ดวง ได้แก่ ดวงเล็ก 2 ดวงขนาด 10 Gbps ในปี 2568 และดวงใหญ่ขนาด 100 Gbps ในปี 2570 ซึ่งดาวเทียมดวงใหญ่ปัจจุบันสามารถปิดยอดขาย Presale ได้แล้ว 50%

หุ้นเด่นตัวต่อมาคือ SSP ราคาเป้าหมาย 6.90 บาท ราคาหุ้นปรับตัวลง -40% YTD เราประเมินว่าเป็นโอกาสสะสม เนื่องจากธุรกิจของบริษัทคือโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือก จึงไม่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับโรงไฟฟ้า SPP ที่มีต้นทุนเป็นก๊าซธรรมชาติที่ถูกกดดันจากนโยบายลดค่าครองชีพของประชาชน

ขณะที่การเพิ่มสัดส่วนถือหุ้นโรงไฟฟ้าพลังงานลมร่มเกล้าขึ้นจาก 25% เป็น 100% เป็นบวกโดยตรงต่อกำไรปี 2567 เราประเมินเบื้องต้นคาดเป็น Upside ต่อประมาณการกำไรปี 2567 ราว 350 ลบ. คาดหนุนกำไรปี 2567 ให้เพิ่มขึ้นจาก 986 ลบ. เป็น 1.33 พันลบ. +39% YoY เทียบเท่า EPS ราว 1.00 บาท ราคาปัจจุบัน PER2567 เพียง 6 เท่า

หุ้นอีกตัวคือ GPSC ราคาเป้าหมาย 41 บาท เราคาดว่าหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้ามีโอกาสรีบาวน์ได้ต่อ หลัง Bond Yield 10 ปีของสหรัฐฯ พักฐานเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน ปิดที่ 4.82% และมีแนวโน้มแกว่งออกข้าง เพื่อรอดูการประชุมเฟดในวันที่ 1 พ.ย.

ส่วนแนวโน้มกำไร 3Q66 คาดเติบโต YoY และ QoQ เป็นปัจจัยบวกที่รออยู่ ราคาหุ้นปรับตัวลง -47% YTD ส่งผลให้ Valuation มีความน่าสนใจที่ระดับ PER2567 ราว 14 เท่า และให้ Dividend Yield 3.4%

หุ้นเด่นตัวสุดท้ายคือ  NCAP  ราคาเป้าหมาย 2.86  บาท คาดว่าหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้ามีโอกาสรีบาวน์ได้ต่อ หลัง Bond Yield 10 ปีของสหรัฐฯ พักฐานเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน ปิดที่ 4.82% และมีแนวโน้มแกว่งออกข้าง เพื่อรอดูการประชุมเฟดในวันที่ 1 พ.ย.

ขณะที่แนวโน้มกำไร 3Q66 คาดเติบโต YoY และ QoQ เป็นปัจจัยบวกที่รออยู่ ราคาหุ้นปรับตัวลง -47% YTD ส่งผลให้ Valuation มีความน่าสนใจที่ระดับ PER2567 ราว 14 เท่า และให้ Dividend Yield 3.4%

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุว่า  SET มีจุดติดตามบริเวณแนวรับ 1,383 และ 1,375 จุด ตามลำดับ ที่คาดมีโอกาสเกิดการรีบาวด์ทางเทคนิค จากภาวะ oversold ด้านกรอบบนมีแนวต้านอยู่ที่ 1,400 จุด หากขึ้นทะลุผ่านได้ จะเห็นการฟื้นตัวชัดขึ้น โดยมีแนวต้านถัดไปที่ 1,410 จุด

หุ้นเด่นตัวแรกคือ  GPSC ราคาเป้าหมาย 84 บาท ช่วงสั้นคาดราคาหุ้นได้อานิสงส์บวกจากราคาก๊าซในยุโรปและบอนด์ยีลด์ที่ปรับตัวลง ขณะที่ผลการดำเนินงาน 2H66 คาดจะดีขึ้น HoH เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่ลดลงจะช่วยชดเชยการปรับค่า Ft ลดลง รวมทั้งรับรู้กำไรที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน

หุ้นเด่นตัวต่อมาคือ  AOT ราคาเป้าหมาย 75 บาท ได้ประโยชน์จากเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจท่องเที่ยวไทย เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นจะทำให้กำไรเพิ่มขึ้น (+YoY, +QoQ) ใน 4QFY66-1QFY67 ขณะที่ช่วงสั้นมองราคาหุ้นปรับลงสะท้อนปัจจัยลบแล้ว อีกทั้งหากเทียบ YTD ราคาหุ้นยังตามหลังหุ้นอื่นๆ ในกลุ่มท่องเที่ยว  


 

ข่าวล่าสุด