นายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงิน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เงินบาทสัปดาห์หน้าเคลื่อน ไหวในกรอบ 34.80 - 35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยเงินบาทอาจยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ sideway หลังเงินดอล ลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าในช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา
ทั้งนี้เป็นผลมาจากยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมสหรัฐฯ ที่ออกมาสูงกว่าคาด (แต่เรามองว่า ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ออกมาในสัปดาห์ก่อนหน้า ได้สะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวลงต่อเนื่องของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ทำให้ยังคงมุมมองเดิมว่า เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 5.25-5.50% จนกว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงหนักและเงินดอลลาร์ควรทยอยอ่อนค่าลง) ทำให้โมเมนตัมการแข็งค่าของเงินบาทชะลอลง
นอกจากนี้ในส่วนของฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติยังมีความไม่แน่นอนและนักลงทุนต่างชาติอาจทยอยขายหุ้นและบอนด์ไทยต่อได้บ้าง
อย่างไรก็ดี แม้เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าบ้าง จาก 1. การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ ยังคงทำให้ผู้เล่นในตลาดเชื่อว่าเฟดมีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ
2. แรงขายสินทรัพย์ไทยของนักลงทุนต่างชาติ แต่ทว่า เราคาดว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากผู้ในเล่นตลาดบางส่วน อาทิ ฝั่งผู้ส่งออกต่างก็รอจังหวะเงินบาทอ่อนค่าในการทยอยขายเงินดอลลาร์ โดยให้โซนแนวต้านแรกแถว 35.20-35.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และแนวต้านถัดไปที่ 35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่โซนแนวรับ อาจอยู่ในช่วง 34.90-35.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐเป็นโซนแนวรับแรก และ 34.75-34.80 บาทบาทต่อดอลลาร์สหรัฐเป็นแนวรับสำคัญ
นอกจากนี้ควรจับตาทิศทางค่าเงินหยวนของจีน ซึ่งจะขึ้นกับความเชื่อมั่นของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน โดยต้องจับตาการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐ กิจเพิ่มเติมของทางการจีนอย่างใกล้ชิด โดยหากเงินหยวนพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ ก็อาจช่วยหนุนให้สกุลเงินฝั่งเอเชียโดยรวมมีโอกาสผันผวนแข็งค่าขึ้นได้เช่นกัน
ปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อค่าเงินบาท
เงินบาทยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวไปตามทิศทางของทั้งเงินดอลลาร์ ราคาทองคำ รวมถึงทิศทางค่าเงินฝั่งเอเชีย (จับตาทิศทางเงินหยวนจีน) โดยตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลดัชนี ISM PMI ภาคการบริการของสหรัฐฯ รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดและบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB)
ปัจจัยในประเทศ
ควรจับตาทิศทางฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ ว่าจะเริ่มทยอยกลับเข้าตลาดทุนไทยได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่
ฝั่งสหรัฐฯ ตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด ผ่านทั้งถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด และรายงานข้อมูลข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Services PMI)
ส่วนยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะประเมินแนวโน้มการปรับนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB โดยเฉพาะ ถ้อยแถลงของประธาน ECB
ทางเอเชียตลาดจะรอติดตามการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของทางการ พร้อมรอลุ้นรายงานยอดการส่งออก (Exports) และยอดการนำเข้า (Imports) ของจีน
ปิดท้ายที่ไทยควรรอจับตารายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนสิงหาคม ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการปรับนโยบายการเงินในการประชุมเดือนกันยายนได้
รายงานข่าวจากธนาคารกสิกรไทยแจ้งว่า กรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทสัปดาห์หน้า (4-8 ก.ย.) ที่ระดับ 34.80-35.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากปิดตลาดในวันศุกร์ที่ 1 ก.ย. 66 ที่ระดับ 35.01 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามสัปดาห์น้า ได้แก่ สถาน การณ์การเมืองในประเทศ อัตราเงินเฟ้อเดือนส.ค. ของไทย ทิศทางเงินทุนต่างชาติและค่าเงินหยวน ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI และ ISM ภาคบริการเดือนส.ค. ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนก.ค. รายงาน Beige Book ของเฟด และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
นอกจากนี้ตลาดยังรอติดตามผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางออสเตรเลีย ตัวเลขการส่งออกเดือนก.ค. ของจีน และดัชนี PMI ภาคบริการเดือนส.ค. ของจีน ยูโรโซน และอังกฤษด้วยเช่นกัน