เนชั่นทีวี

Business thai

ส่องเหตุผลทำไม "เงินบาท" อ่อนค่าไม่หยุด

03 ก.ย. 2566 | sukanya_san

ส่องเหตุผลทำไม "เงินบาท" อ่อนค่าไม่หยุด

แบงก์กรุงศรีอยุธยาประเมินเงินบาทสัปดาห์หน้า เคลื่อนไหวในกรอบ  34.80-35.40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จับตาข้อมูล  ISM ภาคบริการของสหรัฐฯ - เงินเฟ้อเดือนส.ค.ของไทย-การเมืองในประเทศ เปิดสถิติสกุลเงินภูมิภาค 7 เดือนที่ผ่านมาเงินบาทอ่อนรั้งอันดับ 7 เพราะอะไรตามไปดูกันเลย

น.ส. รุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมธุรกิจและกำกับดูแลโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยกับ Nation Online ว่า  ค่าเงินบาทสัปดาห์หน้าเคลื่อนไหวในกรอบ  34.80-35.40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยติดตามข้อมูล ISM ภาคบริการของสหรัฐฯ และเงินเฟ้อเดือนส.ค.ของไทย

สำหรับตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 187,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 170,000 ตำแหน่ง ส่งผลให้บอนด์ยีลด์สหรัฐฯและเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น  และอาจทำให้ค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่า อย่างไรก็ดี คาดว่าโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด ขึ้นดอกเบี้ยเดือนก.ย.มีค่อนข้างจำกัด

สำหรับการเคลื่อนไหวของสกุลเงินในภูมิภาคในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค. -ส.ค.)  พบว่า  ริงกิต-มาเลเซียอ่อนค่ามากสุด 5.12% รองลงมาเป็นหยวน-จีน  5.04%วอน-เกาหลีใต้ 4.05%    ดอลลาร์-ไต้หวัน 3.64% ดอง-เวียดนาม 1.88%  เปโซ-ฟิลิปปินส์  1.54 %บาท-ไทย 1.27%  ดอลลาร์-สิงคโปร์ 0.81%  ยกเว้นรูเปียห์-อินโดนีเซียแข็งค่า  2.06% รูปี-อินเดียแข็ง 0.07%

ส่องเหตุผลทำไม "เงินบาท" อ่อนค่าไม่หยุด

ส่วนเงินบาทนั้น ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันในภาพรวมอ่อนค่าเคลื่อนไหวสอดคล้องกับสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาค  โดยสาเหตุที่เงินบาทอ่อนเป็นผลมาจาก

  • แรงกดดันจากการฟื้นตัวที่น่าผิดหวังของเศรษฐกิจจีน
  • แนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ ซึ่งอาจค้างอยู่ที่ระดับสูงอย่างยาวนาน
  •  นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยสุทธิ ( 8 เดือนที่ผ่านมา)  1.35 แสนล้านบาท และมียอดขายพันธบัตร 1.17 แสนล้านบาท ซึ่งเกิดจากตราสารครบอายุ 1.28 แสนล้านบาท

ส่องเหตุผลทำไม "เงินบาท" อ่อนค่าไม่หยุด

นายพูน  พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงิน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เงินบาทสัปดาห์หน้าเคลื่อน ไหวในกรอบ 34.80 - 35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยเงินบาทอาจยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ sideway หลังเงินดอล ลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าในช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้เป็นผลมาจากยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมสหรัฐฯ ที่ออกมาสูงกว่าคาด (แต่เรามองว่า ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ออกมาในสัปดาห์ก่อนหน้า ได้สะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวลงต่อเนื่องของตลาดแรงงานสหรัฐฯ  ทำให้ยังคงมุมมองเดิมว่า เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 5.25-5.50% จนกว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงหนักและเงินดอลลาร์ควรทยอยอ่อนค่าลง) ทำให้โมเมนตัมการแข็งค่าของเงินบาทชะลอลง

นอกจากนี้ในส่วนของฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติยังมีความไม่แน่นอนและนักลงทุนต่างชาติอาจทยอยขายหุ้นและบอนด์ไทยต่อได้บ้าง  

อย่างไรก็ดี แม้เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าบ้าง จาก 1. การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ ยังคงทำให้ผู้เล่นในตลาดเชื่อว่าเฟดมีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ

2. แรงขายสินทรัพย์ไทยของนักลงทุนต่างชาติ แต่ทว่า เราคาดว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากผู้ในเล่นตลาดบางส่วน อาทิ ฝั่งผู้ส่งออกต่างก็รอจังหวะเงินบาทอ่อนค่าในการทยอยขายเงินดอลลาร์ โดยให้โซนแนวต้านแรกแถว 35.20-35.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และแนวต้านถัดไปที่ 35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ขณะที่โซนแนวรับ อาจอยู่ในช่วง 34.90-35.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐเป็นโซนแนวรับแรก และ 34.75-34.80 บาทบาทต่อดอลลาร์สหรัฐเป็นแนวรับสำคัญ 

นอกจากนี้ควรจับตาทิศทางค่าเงินหยวนของจีน ซึ่งจะขึ้นกับความเชื่อมั่นของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน โดยต้องจับตาการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐ กิจเพิ่มเติมของทางการจีนอย่างใกล้ชิด โดยหากเงินหยวนพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ ก็อาจช่วยหนุนให้สกุลเงินฝั่งเอเชียโดยรวมมีโอกาสผันผวนแข็งค่าขึ้นได้เช่นกัน 

ปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อค่าเงินบาท 

เงินบาทยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวไปตามทิศทางของทั้งเงินดอลลาร์ ราคาทองคำ รวมถึงทิศทางค่าเงินฝั่งเอเชีย (จับตาทิศทางเงินหยวนจีน) โดยตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลดัชนี ISM PMI ภาคการบริการของสหรัฐฯ รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดและบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB)

ปัจจัยในประเทศ

ควรจับตาทิศทางฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ ว่าจะเริ่มทยอยกลับเข้าตลาดทุนไทยได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ 

ฝั่งสหรัฐฯ ตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด ผ่านทั้งถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด และรายงานข้อมูลข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Services PMI) 

ส่วนยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะประเมินแนวโน้มการปรับนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB โดยเฉพาะ ถ้อยแถลงของประธาน ECB  

ทางเอเชียตลาดจะรอติดตามการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของทางการ พร้อมรอลุ้นรายงานยอดการส่งออก (Exports) และยอดการนำเข้า (Imports) ของจีน

ปิดท้ายที่ไทยควรรอจับตารายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนสิงหาคม ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการปรับนโยบายการเงินในการประชุมเดือนกันยายนได้

รายงานข่าวจากธนาคารกสิกรไทยแจ้งว่า กรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทสัปดาห์หน้า (4-8 ก.ย.) ที่ระดับ 34.80-35.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากปิดตลาดในวันศุกร์ที่ 1 ก.ย. 66 ที่ระดับ 35.01 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามสัปดาห์น้า ได้แก่ สถาน การณ์การเมืองในประเทศ อัตราเงินเฟ้อเดือนส.ค. ของไทย ทิศทางเงินทุนต่างชาติและค่าเงินหยวน ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI และ ISM ภาคบริการเดือนส.ค. ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนก.ค. รายงาน Beige Book ของเฟด และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

นอกจากนี้ตลาดยังรอติดตามผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางออสเตรเลีย ตัวเลขการส่งออกเดือนก.ค. ของจีน และดัชนี PMI ภาคบริการเดือนส.ค. ของจีน ยูโรโซน และอังกฤษด้วยเช่นกัน

ข่าวล่าสุด