นายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงิน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยกับ Nation Online ว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมือง อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติยังไม่กล้ากลับมาเปิดรับความเสี่ยงสินทรัพย์มากนักในระยะสั้น
ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ บรรยากาศในตลาดการเงินโลกก็ถูกกดดันจากประเด็นสหรัฐฯ ถูกปรับลดเครดิตเรทติ้ง (ซึ่งประเด็นดังกล่าวก็หนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นในช่วงที่ผ่านมาด้วย) ทำให้มองว่า ค่าเงินบาทก็จะยังไม่มีโอกาสกลับมาแข็งค่าขึ้นชัดเจนเป็นเทรนด์ จนกว่าปัจจัยกดดันฝั่งอ่อนค่าดังกล่าวจะคลี่คลายลง โดยมองกรอบเงินบาทสัปดาห์หน้าอยู่ที่ 34.25 - 34.90 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับปัจจัยการเมืองไทยยังมีความไม่แน่นอนสูงและสถานการณ์สามารถพลิกกลับไปมาได้รวดเร็ว คาดว่าการเมืองอาจส่งผลให้ค่าเงินบาทมีโอกาสผันผวนสูงในระยะสั้นนี้ได้เช่นกัน ผ่านความผันผวนของฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาลใหม่
อย่างไรก็ดี ในส่วนของเฟดนั้น หากเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้จริง อาจต้องเห็นรายงานข้อมูลตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งต่อเนื่อง รวมถึงอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ไม่ได้ชะลอลงมากนัก ซึ่งประเมินว่า มีโอกาสเกิดภาพดังกล่าวไม่มาก
ส่วนในฝั่งของไทย คาดว่า กนง. อาจรอจับตาผลการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ รวมถึงรอประเมินผลกระทบเศรษฐกิจและเงิน เฟ้อจากนโยบายของรัฐบาลใหม่
ซึ่งหาก กนง. กังวลว่า นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่อาจยิ่งหนุนให้แนวโน้มของอัตราเงินเฟ้อปรับตัวขึ้นสูงกว่าคาดการณ์ อาจทำให้กนง.อาจขึ้นดอกเบี้ยต่ออีก 0.25% สู่ระดับ 2.50% ได้ ซึ่งคาดว่าอาจเป็นจุดสูงสุดของดอกเบี้ยนโยบายในรอบนี้
โดยให้โอกาสเกิดกรณีดังกล่าว 45% จนกว่าจะเห็นการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ อย่างไรก็ตาม ในช่วงตลาดผันผวนผู้ประกอบการส่งออกและนำเข้าควรป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อลดผลกระทบค่าเงิน
ทั้งนี้มองว่าเงินบาทยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวไปตามทิศทางของทั้งเงินดอลลาร์ ราคาทองคำ รวมถึงทิศทางค่าเงินฝั่งเอเชีย ทั้งเงินหยวนจีนและเงินเยนญี่ปุ่น (จับตาทิศทาง JPYTHB)โดยตลาดจะรอลุ้นรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ รวมถึงรายงานผลประกอลการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน
สำหรับปัจจัยในประเทศ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินโอกาสในการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อของธนาคารแห่งประเทศไทย ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI
ฝั่งสหรัฐฯ ตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนกรกฎาคม
ส่วนยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะจับตาแนวโน้มเศรษฐกิจอังกฤษ ผ่านรายงาน GDP ไตรมาสที่ 2 ซึ่งอาจช่วยสะท้อนถึงแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษได้
ทางเอเชีย ตลาดจะรอจับตารายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของจีน ซึ่งคาดว่าอาจปรับตัวลดลงต่อเนื่อง หนุนโอกาสที่ทางการจีนจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม พร้อมกับการใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น
ขณะที่ไทย สถานการณ์การเมืองไทยยังคงเป็นปัจจัยที่ควรติดตามใกล้ชิด นอกจากนี้ ตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนกรกฎาคม ซึ่งอาจช่วยประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยได้เช่นกัน รวมถึงรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ