นายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงิน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยกับ Nation Online ว่า สัปดาห์หน้า การเมืองอาจจะไม่ได้มีผลกับทิศทางค่าเงินบาท มากเท่ากับปัจจัยสำคัญ อย่างแนวโน้มนโนบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก ทั้งเฟด และธนาคารกลางญี่ปุ่นหรือบีโอเจ ซึ่งน่าจะส่งผลกระทบต่อทิศทางตลาดค่าเงินได้พอสมควร
นอกจากนี้ รายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่จะเริ่มประกาศเยอะขึ้น ก็อาจทำให้บรรยากาศในการลงทุนเปลี่ยนแปลงไปได้ โดยถ้ารายงานผลประกอบการส่วนใหญ่ออกมาแย่กว่าคาด ก็จะกดดันให้ตลาดพลิกกลับอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งจะช่วยหนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นได้ ตามความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven)
ส่วนในประเด็นการเมืองในประเทศมองว่า นักลงทุนต่างชาติอาจรอความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาลก่อนที่จะปรับสถานะการลงทุนในสินทรัพย์ไทยที่ชัดเจน และในช่วงนี้หากสถานการณ์การเมืองยังมีความไม่แน่นอนอยู่ นักลงทุนต่างชาติอาจหาจังหวะทยอยขายทำกำไรการลงทุนในสินทรัพย์ไทยในช่วงที่ผ่านมาได้
ทั้งนี้ประเมินว่า หากเงินบาทเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า ก็อาจติดอยู่ในโซนแนวต้านแถว 34.50-34.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และอาจยังไม่สามารถอ่อนค่าทะลุโซน 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐไปได้ เนื่องจาก บรรดาผู้เล่นต่างชาติเริ่มกลับมามีมุมมองเชิงบวกต่อค่าเงินบาท (มองเงินบาทแข็งค่าขึ้น) สะท้อนผ่านบทวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ต่างชาติที่เริ่มแนะนำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยเปิดสถานะ Long THB
ขณะเดียวกันบรรดาผู้ส่งออกก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์ในช่วงโซน 35 บาทต่อดอลลาร์ เช่นกัน ขณะที่แนวรับเงินบาทเรายังคงมองแถวโซน 33.75-34.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็นโซนแนวรับหลัก ที่ค่าเงินบาทจะยังไม่สามารถแข็งค่าผ่านไปได้ จนกว่าจะเห็นการเมืองไทยมีความชัดเจนมากขึ้น