ทั้งนี้ แม้ว่าบีทีเอสจะถูกกลั่นแกล้งอย่างไร แต่ขอให้ประชาชนและผู้ถือหุ้นเชื่อมั่นว่าบีทีเอสยังเข้มแข็ง กระแสเงินสดมีเพียงพอ และจะไม่หยุดเดินรถเพื่อให้กระทบกับการบริการประชาชน รวมทั้งสิ่งเหล่านี้ไม่ทำให้บีทีเอสอ่อนแอ แต่หากสักวันมีปัญหาเกิดขึ้น ถึงวันนั้นผู้ว่ากรุงเทพมหานครและรัฐบาลคงต้องรับผิดชอบ เพราะบีทีเอสยืนยันแล้วว่าจะไม่หยุดเดินรถ และไม่มีบริษัทไหนในโลกที่รัฐบาลติดหนี้ถึง 5 หมื่นล้านบาท แต่บริษัทยังทำงานต่อแม้ต้องกู้เงินก็ล้มไม่ได้ เพราะผู้ถือหุ้นเข้าใจ ทุกครั้งที่ยื่นขอกู้ก็อนุมัติด้วยความเชื่อมั่นใจ
กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ. ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ สุรพงษ์ เลาหะอัญญา ระบุ ปัจจุบันภาระหนี้สินคงค้างจากสัญญาจ้างเดินรถ ณ สิ้นเดือน ก.พ.2566 มีรวม 5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น 1.ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 1 (อ่อนนุช-แบริ่ง และสะพานตากสิน-บางหว้า) และช่วงที่ 2 (แบริ่ง-สมุทรปราการ และหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) 27,000 ล้านบาท 2.ค่าติดตั้งงานระบบไฟฟ้า/เครื่องกล 22,800 ล้านบาท
ขณะนี้ข้อพิพาทที่บีทีเอสยื่นฟ้องเรียกเก็บหนี้สินดังกล่าวศาลชั้นต้นได้พิจารณาแล้วว่าเป็นหนี้ที่ถูกต้อง และ กทม.ต้องชำระร่วมกับบริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัด
นอกจากนี้ ยืนยันว่าสถานะทางการเงินยังเข้มแข็งแม้จะไม่ได้รับรายได้จากการรับจ้างเดินรถ แต่ปี 2566 จะมีรายได้จากการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสายสีชมพู ที่จะทยอยเปิดบริการเดือน มิ.ย.นี้ โดยจะมีรายได้จากค่าโดยสารและเชิงพาณิชย์รถไฟฟ้า 2 โครงการรวมปีละ 2,000 ล้านบาท ดังนั้นหากเปิดให้บริการกลางปีนี้ จะสร้างรายได้รวม 1,000 ล้านบาท อีกทั้งจะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐส่วนของงานโยธา 4,700 ล้านบาท โดยรัฐมีกำหนดจ่ายให้เป็นระยะเวลา 10 ปี