รัฐบาลอินโดนีเซียมีบทบาทและกล้าในการแสดง “จุดยืน” ที่เด่นชัดกับปัญหาในเวทีระหว่างประเทศไม่ว่าจะเป็นปัญหาความรุนแรงในเมียนมา หรือการลงเสียงประนามรัสเซียในสหประชาชาติ ซึ่งรัฐบาลไทย
“ไม่กล้า” แสดงท่าทีเช่นนี้
ท่าทีของไทยในเวทีโลกถูกจับตามองด้วยข้อสรุปว่า ไทย “เกาะติด” อยู่กับจีน และ “เกรงใจ” รัสเซีย ดังเห็นจากการลงเสียงในเวทีสหประชาชาติของไทย ผู้แทนไทยออกเสียงแบบเดียวคือ “งดออกเสียง”และไม่กล้าที่จะแสดงความเห็นเป็นอื่น
สถานะทางการเมืองของประเทศไทยไม่สอดรับกับกระแสโลก
รัฐไทยปัจจุบันเป็นผลผลิตจากการสืบทอดอำนาจที่มาจากการรัฐประหารและระบอบการเมืองในปัจจุบันเองไม่มีดัชนีที่เป็น “จุดขาย” เพื่อนำเสนอให้กับเวทีโลก ทั้งเรื่องประชาธิปไตย นิติรัฐ และสิทธิมนุษยชน
ผู้นำรัฐบาลไทยไม่เคยแสดงบทบาทที่ชัดเจนต่อปัญหาในเวทีระหว่างประเทศ เช่นปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมา เป็นต้น แม้จะพยายามสร้างจุดขายในงานด้วย “เศรษฐกิจสีเขียว”หรือข้อเสนอเรื่อง “BCG” ซึ่งดูจะไม่เป็นจริงเท่าใดนัก เพราะผู้นำไม่เคย “พูดและทำ” ในเรื่องเหล่านี้เลย
ทำให้เกิดคำถามอย่างมากว่า อดีตผู้นำรัฐประหารไทยเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวและการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศของโลกเพียงใด
เมื่อเขาออกมานำเสนอประเด็นเช่นนี้เป็นจุดขายของรัฐบาลไทยในเอเปค
อีกทั้งยังเกิดเสียงต่อต้านจากภาคประชาสังคมในบ้านอย่างมากว่า เศรษฐกิจสีเขียวเอื้อประโยชน์ให้แก่ทุนใหญ่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนกับเกษตรกรไทย
รัฐบาลไทยพยายามสร้าง “ซอฟเพาเวอร์” (soft power) ผ่านอาหารและวัฒนธรรมแต่สิ่งเหล่านี้ไม่ความหมายในตัวเอง แต่จะมีความหมายต่อเมื่อสถานะของประเทศมี “เสนห์” จนเกิด “แรงจูงใจ”
อันจะนำไปสู่ความสนใจต่อประเทศไทย
อีกทั้งความเป็นจริงของสังคมการเมืองภายในก็ต้องรองรับต่อการนำเสนอซอฟเพาเวอร์เช่นนั้นด้วย ความหวังที่จะมี “คำประกาศกรุงเทพฯ” เป็นสิ่งที่ไม่เป็นจริง เพราะรัฐบาลไทยไม่มี “ความริเริ่มทางการเมือง”
ในเวทีสากล ต่างจากบทบาทของรัฐบาลไทยในการประชุมเอเปคที่กรุงเทพฯ สมัยนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน ในปี 1992 (พศ. 2535) และสมัยนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ในปี 2003 (2546) ที่มีความริเริ่มเกิดจากข้อเสนอของรัฐบาลไทยอย่างชัดเจน
เอเปคที่กรุงเทพฯ เกิดในภาวะที่รัฐบาล “ไม่มีเสน่ห์” ในสมัยนายกฯ อานันท์ ไทยมีจุดเด่นของการเป็นตัวแทนของกระแสประชาธิปไตยในโลก หลังจาก “พฤษภาประชาธิปไตย 2535”
ในสมัยนายกฯ ทักษิณ ไทยกำลังเติบโตและเป็นที่จับตามองในภูมิภาค แต่รัฐบาลในปัจจุบันมีสภาวะ
“ไม่มีบทบาท-ไม่มีจุดขาย-ไม่มีวิสัยทัศน์” ที่จะเป็น “เสน่ห์” ให้นานาชาติหันมาสนใจประเทศไทย ดังนั้น วันนี้อาจจะต้องยอมรับความจริงว่า เอเปคครั้งนี้ดูจะไม่ “หวือหวา” หรือ “ดังปังๆ” เช่นจี-20 ที่บาหลี
ซึ่งเราได้เห็นทั้งบทบาทของผู้นำโลกและผู้นำอินโดนีเซียในเวทีการประชุมระหว่างประเทศ ดูจะแตกต่างกับที่กรุงเทพฯ อย่างมากที่ดู “เหงาๆ” และยังตามมาด้วยเสียงเรียกร้องของผู้เห็นต่างในบ้านให้ผู้นำรัฐบาลคืนอำนาจให้ประชาชน
ถ้าเช่นนั้นแล้ว ความคาดหวังที่จะได้ผลตอบแทนทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจสำหรับประเทศอาจจะไม่มากอย่างที่คิด และยังอาจส่งผล อย่างมากต่อ "การเมืองไทยหลังเอเปค" อีกด้วย
ดังนั้น จึงน่าสนใจว่าการเมืองหลังเอเปคจะพลิกต่อไปอย่างไร … ส่วนผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรมในทางสากลไม่มีความชัดเจน เนื่องจาก รัฐบาลไทยตั้งแต่หลังรัฐประหารจนถึงปัจจุบันยังดำเนินนโยบายแบบ "ไม่มีนโยบาย" จนไทยขาด"เสน่ห์" ที่จะเป็นแรงดึงดูดทางการเมือง ซึ่งภาวะเช่นนี้ต่อให้ "ปลากุเลา" อร่อยเท่าใด ก็ไม่อาจเป็น"ซอฟเพาเวอร์" ได้เลย!