อีกทั้ง การประชุมพรรคครั้งนี้ยังได้เห็นถึงการแสดงอำนาจอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ด้วยการพาตัว "อดีตประธานาธิบดีหูจิ่นเทา" ออกจากการประชุม ภาพนี้ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก จึงเสมือนกับการส่งสัญญาณ ทั้งภายนอกและภายในว่า ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงคือ ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดแต่เพียงผู้เดียว และไม่อนุญาตให้ใครมาท้าทาย ดังเช่นที่เขาเคยจัดการกับคู่แข่งขันเพื่อกระชับอำนาจภายในพรรคฯ มาแล้วด้วยข้อหาคอร์รัปชั่น
แม้สำนักข่าวของจีน จะพยายามแถลงว่า "ประธานาธิบดีหูจิ่นเทา" สุขภาพไม่ดี และจำเป็นต้องออกไปพักผ่อนก่อนการประชุมจบ
แต่ดูเหมือนคำแถลงเช่นนี้ไม่สามารถจูงใจให้สังคมภายนอกเชื่อได้มากนัก ผู้ที่ติดตามข่าวล้วนมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ภาพสะท้อนถึงความขัดแย้งภายในพรรคดังที่ปรากฏเป็นข่าวมาเป็นระยะ
การพาอดีตผู้นำอาวุโสของพรรคฯ ออกจากการประชุมอย่างที่ไม่ต้องแคร์กับสายตาชาวโลก จึงเป็นการสร้างภาพให้เห็นความเป็น "ผู้นำที่เข้มแข็ง" หรือ "Strong Man" ในการเมืองจีนที่สามารถจัดการกับฝ่ายตรงข้ามได้อย่างเด็ดขาด อีกทั้งยังเป็นสัญญาณถึงกลุ่มต่อต้านเขาภายในรัฐบาลอีกด้วย
นอกจากนี้ สัญญาณของการกระชับอำนาจทั้งภายในพรรคฯ และภายในรัฐบาลยังเห็นได้จากการแต่งตั้งคณะกรรมการประจำใหม่บางส่วนซึ่งเป็นที่รับรู้กันว่ากรรมการใหม่เหล่านี้ล้วนเป็นคนในปีกของ"สีจิ้นผิง ทั้งสิ้น และในอีกส่วนคือการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียง ออกไปเพราะเขามีมุมมองทางเศรษฐกิจที่แตกต่างออกไปจากประธานาธิบดี
อีกทั้งความเห็นต่างในนโยบาย"โควิดเป็นศูนย์" (Zero-Covid Policy) การเปลี่ยนตัวเช่นนี้ จึงทำให้จีนได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่คือ นายหลี่
เฉียง
คณะกรรมประจำพรรคชุดใหม่ของจีนในเชิงตัวบุคคลคือ คำยืนยันว่า นโยบายใหม่ของจีนจะยังเดินไปในแนวเดียวกันกับแนวทางเดิม หรืออีกนัยหนึ่งคือจะไม่มีการปรับเปลี่ยนนโยบายของจีน และนโยบาย "โควิดเป็นศูนย์" จะยังคงใช้ต่อไป
แม้จะมีความเห็นแย้งในสังคมและในหมู่นักลงทุนเช่นไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ในอีกด้านจึงเป็นการบ่งบอกถึง การรวมศูนย์อำนาจทางการเมืองที่มากขึ้นของผู้นำจีน และมีนัยว่าเศรษฐกิจจีนจะมีลักษณะของ "การควบคุมโดยรัฐ" มากขึ้นเช่นกัน (คือเป็น state-controlled
economy) ตลอดรวมถึงการควบคุมดูแลเศรษฐกิจภาคเอกชน
ซึ่งมีสัดส่วนที่ลดลงในโครงสร้างเศรษฐกิจของจีนยุคปัจจุบัน
นโยบายสำคัญของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงคือ การสร้าง "ยุคทองของจีน" ให้กลับฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง หรือการประกาศนโยบาย "การฟื้นฟูชาติจีนครั้งใหญ่" (The Great Rejuvenation of the Chinese Nation)
และถือว่า สิ่งนี้เป็น "ภารกิจดั้งเดิม" ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนนับตั้งแต่ได้อำนาจรัฐมาในปี 1949
นโยบายสำคัญอีกส่วนคือ การสร้างความเข้มแข็งทางทหารของจีน ดังที่เขาเรียกร้องให้มีการ"พัฒนาทางทหารที่เร็วมากขึ้น" (faster military development) เพื่อนำไปสู่การขยายอำนาจทางทหารของจีนซึ่งการดำเนินการเช่นนี้ทำให้นักสังเกตการณ์กังวลกับปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชียในอนาคตดังเช่นที่เห็นจากกรณีการปิดล้อมไต้หวันในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง มีทั้งประเด็นภายนอกและภายใน เช่น ปัญหาสิทธิมนุษยชนและการเรียกร้องทางการเมืองภายใน ปัญหาการฟื้นฟูเศรษฐกิจจีนในยุค "โควิดเป็นศูนย์" ปัญหาหนี้ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ปัญหาการแข่งขันกับสหรัฐอเมริกาที่เข้มข้นมากขึ้น ปัญหาการวางจุดยืนในสงครามยูเครน
และที่สำคัญคือ ปัญหาแรงเสียดทานภายในพรรคคอมมิวนิสต์จีนเอง
การกระชับอำนาจในเทอมที่ 3 ของเขาจึงเป็นความท้าทายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อีกทั้งน่าจับตามองอย่างมากถึงบทบาทของจีนในเวทีระหว่างประเทศหลังความสำเร็จของการกระชับอำนาจที่ปักกิ่งแล้ว!