ผ่าความในใจ "สุรนันทน์" อดีตเลขานายกฯยิ่งลักษณ์ สลัดทิ้งพรรคเพื่อไทย
22 เม.ย. 2565

เปิดใจ "สุรนันทน์ เวชาชีวะ" อดีตเลขาธิการนายกฯยุครัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เหตุใดเดอะปุ้ม ยอมทิ้งเพื่อไทยเข้าสังกัดพรรคสร้างอนาคตไทย
คอลัมนิสต์
22 เม.ย. 2565

เปิดใจ "สุรนันทน์ เวชาชีวะ" อดีตเลขาธิการนายกฯยุครัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เหตุใดเดอะปุ้ม ยอมทิ้งเพื่อไทยเข้าสังกัดพรรคสร้างอนาคตไทย
1.เหตุผลที่ "สุรนันทน์" ถึงไม่กลับบ้านเก่าพรรคเพื่อไทย
คุณสุรนันทน์ - ความเคารพนับถือที่ผมมีต่อ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นเวลาเกือบ 30 ปี ก็ทำให้ผมตัดสินใจว่าจะขอกลับมาอีกรอบนึง คิดว่าจะพยายามช่วยให้พรรคสำเร็จที่สุด แล้วก็สร้างคนรุ่นใหม่ด้วย ผมจำได้ว่าเมื่อ 20 ปีก่อนผมอยู่กับดร.ทักษิณ ชินวัตร สมัยนั้น ไทยรักไทยคุณทักษิณแล้วก็ผู้ใหญ่หลายคนก็ให้โอกาส
ตอนนั้นผมอายุ 30 กว่าแล้ว ก็ให้โอกาสผมที่เข้ามาทำการเมืองฉะนั้นเราเห็นคนรุ่นใหม่ในพรรคหลายคนน่าสนใจแล้วคิดว่า เรานำประสบการณ์ตรงนี้มาช่วยเขาดีกว่าแล้วก็สร้างนักการเมืองรุ่นใหม่ขึ้นด้วย
วราวิทย์ - เวลาคุณสุรนันทน์พูดถึงอาจารย์สมคิดก็พูดถึงความสัมพันธ์ความเคารพที่มีต่อท่านมารับ 20-30 ปี เวลาพูดถึงคุณทักษิณพูดถึงในมุมที่ท่านทำให้เรามีทุกวันนี้เหมือนกัน แล้วทำไมไม่เลือกกลับบ้านเก่าอย่างเพื่อไทย
คุณสุรนันทน์ - ผมมองอย่างนี้ครับ จริงๆแล้วผมเป็นคนที่มองว่าอยากจะเห็นกลไกที่สลายความขัดแย้งไม่ใช่ว่าผมมีความขัดแย้งกับเพื่อไทยหรืออะไร แต่ผมว่าในการเมืองที่เป็นสองขั้วในลักษณะที่เห็นอยู่ มันน่าจะมีตัวเลือกที่ 3 จริงๆผมเคยคุยกับสมคิดตั้งแต่หลังรัฐประหารปี 2549 ว่าน่าจะมี Third way ,มีทางเลือกที่ 3 สมัยนั้นก็มีหนังสืออังกฤษออกมาแล้วครับว่า Third way น่าจะมีทางเลือกในเรื่องของการเมือง
แล้วเราก็คิดว่าถ้าเราสามารถสร้างกลไกหรือองค์กรที่เป็นพาหนะทางการเมืองที่เป็นทางเลือก แล้วก็สามารถรวบรวมคนที่มีประสบการณ์ในหลากหลาย ไม่ใช่เฉพาะนักการเมืองอาชีพ ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพทุกคนไม่ดีนะครับผมอยู่กับนักการเมืองหลายๆคนก็เป็นคนดี ทำรวบรวมขึ้นมาได้แล้วเสนอเป็นทางเลือก และเสนอเป็นตัวที่เชื่อมคนได้หรือถ้าเกิดประชาชนให้ความไว้วางใจและทำให้เราเกิดเป็นพรรคใหญ่ได้ ตรงนี้ เราเชื่อว่ามันน่าจะมีโอกาสที่จะเปลี่ยนประเทศได้ ก็เลยลองมาสร้างอะไรใหม่ๆ
วราวิทย์ - เพื่อไทยอาจจะเป็นคู่ขัดแย้งมากเกินไปเป็นทางเลือกที่ 3 ไม่ได้
คุณสุรนันทน์ - ก็ไม่ถึงถึงขนาดนั้นหรอก แต่ว่าก็ไม่ใช่วันนี้พรรคใหญ่ 2 พรรคคือพรรคพลังประชารัฐแล้วก็พรรคเพื่อไทย มีประวัติศาสตร์อันยาวนานจะเหลืองจะแดงจะสีเสื้ออะไรก็ตาม แต่ผมคิดว่าวันนี้มันถึงเวลาที่ตรงนั้นมันต้องหมดด้วยวิกฤตของ covid วิกฤตของเศรษฐกิจ แล้วเรามาทำงานร่วมกันเราก็เลยอยากจะเสนออะไรที่ คือความคิดผมนะครับแล้วก็ตรงกับอาจารย์อุตตมและอาจารย์สมคิดก็คือ เหลืออะไรที่มันเป็นตัวทางเลือกแล้วป็นชุดความคิดที่เป็นเรื่องของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แก้ปัญหา covid แก้ปัญหาสังคมแล้วก็ต้องมีแผนระยะยาวด้วย คือปากท้องวันนี้ทุกคนลำบากถ้าแค่ปากท้องวันนี้มันอาจจะไม่จบใช่ไหม คนบอกว่าปากท้องวันนี้สำคัญแต่ก็อยากมีเงินออมกูหวงลูกไม่มีค่าเล่าเรียนไม่มีอะไร ถ้ามันมีแผนระยะยาวที่ยั่งยืนก็จะช่วย แล้วถ้าเกิดทุกคนพรรคอื่น เราก็ไม่ใช่ว่ายิ่งใหญ่ เราก็เพิ่งเกิดได้ไม่กี่วัน แต่ว่าถ้าเกิดพรรคอื่นเห็นว่าชุดความคิดนี้มันดีแล้วเราเข้าไปร่วมรัฐบาลหรือว่าชุดความคิดเราไปใช้เราก็จะไม่ว่า
2."สร้างอนาคตไทย" ไม่เลือกบิ๊กตู่!!
วราวิทย์ - step แรกยังไงทั้ง 2 ท่านคงตอบตรงกันว่าโหวตให้อาจารย์สมคิดก่อน แต่ถ้าถึงเวลาที่มันไม่ได้แล้วมันมี 2 ขั้วเหมือนเดิม ผมขอจำลองสถานการณ์ว่าเกิดเหตุการณ์เหมือนกับปี 62 จุดยืนของคุณสุรนันทน์คือยังไง ถ้าวันนึงยังมีแคนดิเดตที่ชื่อพลเอกประยุทธ์แล้วเขาอาจจะได้เสียงเป็นหนึ่งในพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอยู่
คุณสุรนันทน์ - ในกลไกของรัฐสภาก็อย่าที่คุณวิเชียร ชวลิต ได้กล่าวไปแล้ว คือจะมีกลไกของมัน สมมุติทุกพรรคผมคิดว่ารอบนี้ที่จะเป็นนะ คือ การตกลงกันก่อนประชาชนอาจจะชอบหรือไม่ชอบ วันก่อนคุณอนุทิน คุณจุรินทร์ก็ออกมาในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่บอกว่ามีการตกลงอะไรกันก่อนจนกระทั่งถึงการเลือกตั้ง แล้วผมว่าในสภาพที่ทุกคนได้มาเกิน 25 เสียงและสามารถเสนอแคนดิเดตของตัวเองเป็นนายกฯ ได้เนี่ย คงต้องไปพูดกันในสภาว่าถ้าเกิดประชาชนให้ความไว้วางใจบอกว่าพรรคนี้เสนอดร.สมคิด ท่านเลือกมาได้ตั้ง 30-40 เสียง ผมไม่มีเหตุผลที่รอบแรกผมจะบอกว่าจะไปเลือกคนอื่น แต่รอบแรกแล้วเนี่ยมันก็แน่นอนแล้วก็ต้องมาคุยกันละ อยู่ดีๆจะไปยืนกันอยู่ว่าต้องเป็นคนนี้เนี่ยแล้วมันทำงานกันไม่ได้มันก็เป็นไปไม่ได้
มันเป็นกระบวนการของรัฐสภาเป็นผู้แทนราษฎรเราก็ต้องมาคุยกันละว่าใครเป็นแคนดิเดตที่เหมาะสมที่สุด นโยบายตรงกันไหมอุดมการณ์ตรงกันไหมวิธีการทำงานตรงกันไหมใช่ไหมครับ ตรงนี้ก็คงจะเป็นกระบวนการที่ผมว่ามันจะเปิดกว้างกว่าเมื่อก่อน ไม่มีการไปอยู่ในห้องใดห้องนึงตกลงกันไม่กี่คน ผมว่าในยุคโซเชียลที่เปิดอย่างนี้ ทำไม่ได้แล้วผมว่าการเมืองไทยการเมืองเองต้องเปลี่ยนเหมือนกันให้เห็นชัด
วราวิทย์ - ถ้าวันนั้นเกิดมติพรรคบอกว่าเอาล่ะในเมื่อเสียงเราไม่มากพอที่จะเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเลือกอาจารย์สมคิดไปก็มีปัญหาทำงานร่วมกันไม่ได้ พรรคบอกว่าจะเลือกพลเอกประยุทธ์คุณสสุรนันทน์เอาไง
คุณสุรนันทน์ - การเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นไปตามกฎหมายเข้าใจว่าเป็นฟรีโหวต ผมก็ยกมือให้อาจารย์สมคิด จาตุศรีพิทักษ์
วราวิทย์ - แม้มติพรรคจะบอกว่าไม่ได้และจะอยู่กับพรรคต่อไหม
คุณสุรนันทน์ - อันนั้นก็ต้องไปดูสถานการณ์ไม่มีทางที่จะเลือกพลเอกประยุทธ์ครับ
วราวิทย์ - แล้วถ้าเป็นฝั่งแคนดิเดตจากเพื่อไทย
คุณสุรนันทน์ - ก็ต้องดูเหมือนกันคือวันนี้ผมไม่ได้มีอะไรต่อต้านพลเอกประยุทธ์ในทางส่วนตัวนะครับ ผมเคยทำงานกับท่านสมัยผมเป็นเลขาธิการนายกฯ พลเอกประยุทธ์เป็นคนที่ตั้งใจทำงานเป็นคนที่ขยันแล้วก็ผมก็คิดว่าผมไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารของท่านอยู่แล้ว แต่ว่าท่านไม่ใช่ว่าคนที่ไม่ได้ตั้งใจดีกับประเทศชาติ ท่านก็พยายามทำงาน แต่เงื่อนไขทางการเมืองวันนี้ ผมคิดว่ามันไม่ใช่ล่ะมันไม่ใช่ตัวท่าน ต้องเป็นคนที่บริหารทางเศรษฐกิจได้บริหารงานทางการจัดการวิกฤตได้ เพราะฉะนั้น พลเอกประยุทธ์ในใจความรู้สึกของผมไม่ใช่ ผมถึงมาทำพรรคภาพถ้ามันถึงตรงนั้นเนี่ยถ้ายังจะเป็นเอกประยุทธ์อยู่ในส่วนของผมเนี่ยผมก็ต้องขอผมเป็นดร.สมคิด ส่วนพรรคจะตัดสินยังไงกับผมหรือผมจะเลือกทางเดินยังไงกับพรรคงั้นก็คงอีกเรื่อง
วราวิทย์ - ถ้ามันถึงสถานการณ์แบบนั้นจริงๆเป็นแกะดำอยู่คนเดียวอยู่ได้เหรอครับ
คุณสุรนันทน์ - มันอาจจะมีแกะดำหลายตัวก็ได้
วราวิทย์ - แคนดิเดตของพรรควันนี้ยืนยันได้เลยไม่มีพลเอกประยุทธ์แน่นอน
คุณสุรนันทน์ - ไม่มีแน่นอนครับ
วราวิทย์ - อันดับ 1 คืออาจารย์สมคิด อันดับ 2 คือดร.อุตตม มีช้อยด์ที่ 3 อีกไหม
คุณสุรนันทน์ - สองคนนี้ก็เหนื่อยแล้วครับ เอาไว้ดูตอนท้ายใครที่เหมาะสม
ข่าวล่าสุด