สำหรับผู้ลงทุนรายสำคัญส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Big Tech และผู้ให้บริการระดับโลก เช่น Amazon Web Services (AWS), Google, Microsoft, Equinix, GDS, Bridge Data Centres รวมถึงผู้ให้บริการโทรคมนาคมและบริษัทร่วมทุนในไทย โดยพื้นที่ลงทุนกระจุกตัวมากกว่า 70% ตั้งอยู่ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา และในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
อย่างไรก็ตาม มีข้อห่วงใยและประเด็นคัดค้านวิจารณ์จากนักวิชาการและภาคสังคมหลายประการ ดังนี้
- กินไฟมหาศาล เสี่ยงแย่งพลังงานสะอาด: เนื่องจาก Data Center และ AI ใช้พลังงานไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง หากเดินเครื่องพร้อมกันจะกินกำลังไฟฟ้าระดับกิกะวัตต์ นอกจากนี้ บิ๊กเทคยังต้องการพลังงานสะอาด 100% ซึ่งไทยยังมีจำกัด หากเร่งจัดหาอาจกระทบต่อแผนพลังงานของประเทศ หรือเสี่ยงดันต้นทุนค่าไฟในระบบให้สูงขึ้นหากไม่มีการแยกโครงสร้างราคาเฉพาะ
- สร้างงานน้อยเมื่อเทียบกับเม็ดเงินลงทุน: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ชี้ว่า Data Center เป็นอุตสาหกรรมที่เน้นเงินทุน มีการจ้างงานสูงเฉพาะช่วงก่อสร้าง แต่เมื่อเปิดดำเนินงานจริงจะใช้พนักงานประจำดูแลระบบเพียงหลักสิบถึงหลักร้อยคนต่อแห่ง และส่วนใหญ่เป็นแรงงานทักษะเฉพาะทางหรือผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ
- เสี่ยงแย่งใช้น้ำในพื้นที่แห้งแล้งของ EEC: ระบบระบายความร้อน (Cooling System) ของเซิร์ฟเวอร์ใช้น้ำปริมาณมหาศาล ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อระบบน้ำในภาคตะวันออกที่ต้องรองรับทั้งภาคการเกษตร ชุมชน และโรงงานอุตสาหกรรมเดิม
- ไร้กลไกตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA): ปัจจุบัน Data Center ในไทยยังไม่เข้าข่ายโครงการที่ต้องทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ทำให้ขาดกลไกตรวจสอบเรื่องการปล่อยความร้อน การจัดการน้ำทิ้ง และเสียงรบกวนต่อชุมชนโดยรอบ