เนชั่นทีวี

ข่าว

ผศ.ดร.นิเวศน์ ถอดบทเรียน SEA สงขลา-ปัตตานี ฟังทุกเสียง สลายขัดแย้ง “จะนะ”

02 ก.ย. 2569 | prisana_tha

ผศ.ดร.นิเวศน์ ถอดบทเรียน SEA สงขลา-ปัตตานี  ฟังทุกเสียง สลายขัดแย้ง “จะนะ”

ผศ.ดร.นิเวศน์ ถอดบทเรียน SEA สงขลา-ปัตตานี 27.9 ล้าน “ม.อ.” ชูโมเดลฟังทุกเสียง สลายขัดแย้ง “จะนะ” สู่ 5 ทางเลือกการพัฒนา

ผศ.ดร.นิเวศน์ ถอดบทเรียน SEA สงขลา-ปัตตานี 27.9 ล้าน “ม.อ.” ชูโมเดลฟังทุกเสียง สลายขัดแย้ง “จะนะ” สู่ 5 ทางเลือกการพัฒนา

KEY

POINTS

  • ม.อ. ใช้เวลาศึกษา SEA เกือบ 4 ปี งบประมาณ 27.9 ล้านบาท ครอบคลุมสงขลา-ปัตตานี 28 อำเภอ 242 ตำบล ผ่านเวทีรับฟังความคิดเห็นกว่า 50 เวที มีผู้เข้าร่วมราว 7,000 คน
  • เปิดพื้นที่ทุกฝ่ายหาทางออกความขัดแย้ง กระบวนการ SEA ดึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 10 กลุ่มร่วมแสดงความคิดเห็น ก่อนวิเคราะห์ศักยภาพทรัพยากร วัฒนธรรม และวิถีชีวิต เพื่อนำไปสู่ 5 ทางเลือกการพัฒนา
  • SEA เป็นเครื่องมือกำหนดทิศทางโครงการใหญ่ โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมจะนะและโครงการขุดลอกทะเลสาบสงขลา เน้นหาจุดสมดุลระหว่างการพัฒนา เศรษฐกิจฐานราก การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการลดผลกระทบต่อชุมชน

2 กันยายน 2569 โครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จ.สงขลา ที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนและมีทั้งฝ่ายหนุนและฝ่ายต้านนั้น โดยที่ผ่านมามีการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment : SEA) โดย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ใช้เวลาในการศึกษาร่วม 4 ปี ใช้งบประมาณเกือบ 30 ล้านบาท ผ่านเวทีประชาคมร่วม 7,000 คน กว่า 50 เวที จนเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย มีสภาพัฒน์เจ้าของงบประมาณเป็นผู้ว่าจ้างเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแล้วเมื่อเดือน มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา

 

การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือ SEA จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐบาลนำมาใช้เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งในโครงการพัฒนาขนาดใหญ่

ผศ.ดร.นิเวศน์ อรุณเบิกฟ้า ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และพันธกิจสังคม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ในฐานะผู้ทำรายงาน SEA จังหวัดสงขลา

 

โดย ผศ.ดร.นิเวศน์ อรุณเบิกฟ้า ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และพันธกิจสังคม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ในฐานะผู้ทำรายงาน SEA จังหวัดสงขลา ได้เปิดเผยเบื้องหลังและทิศทางของกระบวนการจัดทำ SEA ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการหาจุดสมดุลระหว่างการพัฒนาฐานรากและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

 

ผศ.ดร.นิเวศน์ ระบุว่า จุดกำเนิดของการทำ SEA ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง มาจากความขัดแย้งอย่างรุนแรงกรณีที่พี่น้องชาวอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เดินทางไปปักหลักชุมนุมเรียกร้องที่หน้าทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2564 จนนำไปสู่มติ ครม.ที่สั่งการให้มีการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ได้เข้ามาเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนพื้นที่ โดยมีการลงนามสัญญากับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ภายใต้งบประมาณ 27.9 ล้านบาท

"มีความเข้าใจผิดว่า SEA ทำเฉพาะพื้นที่อำเภอจะนะเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว กระบวนการนี้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 2 จังหวัด คือ ปัตตานีและสงขลา รวม 28 อำเภอ 242 ตำบล โดยไม่มีการทิ้งพื้นที่ใดไว้เบื้องหลัง เราลงลึกศึกษาฐานทรัพยากร ฐานผู้คน และสภาพพื้นที่ปัจจุบันอย่างละเอียด" ผศ.ดร.นิเวศน์ กล่าว

หัวใจสำคัญที่ทำให้ SEA แตกต่างจากการศึกษาผลกระทบรูปแบบอื่น คือ "การมีส่วนร่วม" กระบวนการนี้ได้ดึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาร่วมหารือถึง 10 กลุ่ม ครอบคลุมทุกมิติ ได้แก่ 1. ประชาชนและชุมชนในพื้นที่ 2. ภาคประชาสังคม (NGOs) ซึ่งถือเป็นกลุ่มสำคัญที่มีเสียงสะท้อนที่ดังและชัดเจน 3. หน่วยงานภาครัฐในระดับจังหวัด 4. ผู้นำท้องที่และท้องถิ่น (กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต.) 5. สื่อมวลชน 6. ผู้นำศาสนาและผู้นำทางจิตวิญญาณ 7. ภาครัฐส่วนกลางที่ลงมาปฏิบัติงานในพื้นที่ 8. สถาบันการศึกษา (อาทิ มหาวิทยาลัย 5 แห่งในสงขลา) เป็นต้น

 

ผศ.ดร.นิเวศน์ เปิดเผยถึงความท้าทายในการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นว่า เดิมทีกระบวนการนี้กำหนดเวลาศึกษาไว้ประมาณปีครึ่ง แต่ด้วยความที่ประชาชนมีความตื่นตัวและรักถิ่นฐานบ้านเกิด ทำให้จำนวนผู้เข้าร่วมพุ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก เช่น เชิญ 50 คน แต่มีผู้เข้าร่วมจริง 100 ถึง 300 คน

"เราต้องใช้กระบวนการที่ละเอียดอ่อน ใครมาเราก็รับฟัง พูดอะไรเราก็ยิ้ม ด่าก็ยิ้ม ชมก็ยิ้ม เราฟังหมด มันเกิดความสวยงามตรงที่ทุกคนได้ระบาย ได้พูดคุย และหาทางออกร่วมกัน บางกลุ่มไม่เคยคุยกันเลย ก็มาจบที่เวทีเรา"

เมื่อทุกฝ่ายได้ทำความเข้าใจกันผ่านเวที SEA การหารือจึงยกระดับไปสู่การวิเคราะห์บน "ฐานทรัพยากร ฐานวัฒนธรรม และฐานความเป็นตัวตน" ของคนในพื้นที่ เพื่อค้นหาว่าพื้นที่ใดมีศักยภาพ พื้นที่ใดมีจุดอ่อน และจะวางแนวทางป้องกันหรือฟื้นฟูอนุรักษ์อย่างไร

 

ท้ายที่สุด กระบวนการรับฟังและศึกษาทั้งหมดได้ถูกกลั่นกรองออกมาเป็น "ทางเลือกการพัฒนา 5 ทางเลือก" เพื่อใช้เป็นทิศทางให้สังคมและผู้กำหนดนโยบายได้ตัดสินใจเลือกเดินในอนาคต

 

เพื่อฉายภาพให้เห็นถึงความจำเป็นของ SEA ผศ.ดร.นิเวศน์ ได้ยกตัวอย่างโครงการขุดลอกทะเลสาบสงขลาลึก 9-10 เมตร เพื่อแก้ปัญหาตะกอนและการคมนาคมขนส่ง ซึ่งเป็นโครงการใหญ่ที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้น

 

กระบวนการคิดแบบ SEA จะถูกนำมาใช้ตั้งคำถามว่า การขุดลอกนี้จะกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างไร จะซ้ำรอยอ่าวปัตตานีที่ขุดแล้วตะกอนกลับมาตื้นเขินอย่างรวดเร็วหรือไม่ และที่สำคัญที่สุดคือ การจัดการความขัดแย้งกับชาวประมงพื้นบ้านที่ลงทุนทำเครื่องมือประมง "โพงพาง" หลักล้านบาท รัฐจะประนีประนอมอย่างไรไม่ให้เป็นการทำลายอาชีพ ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างเงื่อนไขให้ชาวประมงร่วมกันฟื้นฟูสภาพน้ำไม่ให้เน่าเสีย เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ให้ทะเลสาบสงขลาดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา

ข่าวล่าสุด