🔵 [ใช้ระบบ Learn to Earn "ยิ่งเรียน ยิ่งได้เข้าถึงของดี"]
ที่สำคัญ โครงการนี้ไม่ได้แจกสิทธิ์ให้ใช้ฟรีตลอดไปอย่างไร้เงื่อนไข แต่ถูกออกแบบมาภายใต้แนวคิด "Learn to Earn" (เรียนเพื่อเข้าถึง) โดยภายในแพลตฟอร์มจะมีหลักสูตรการเรียนรู้มากถึง 130 หลักสูตร ที่อ้างอิงตามกรอบของ UNESCO และผู้พัฒนาโมเดลระดับโลกอย่าง Microsoft, Google และ OpenAI
เริ่มต้น ผู้เข้าโครงการทุกคนจะอยู่ในระดับ "ผู้เริ่มต้น" ได้รับสิทธิ์ 100 คะแนนเพื่อทดลองใช้เครื่องมือโปร
หากในเดือนต่อๆ ไป ผู้ใช้ไม่เข้ามาเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะหรือเก็บสะสมคะแนนเพิ่ม ระดับการใช้งานจะถูกปรับลดลง และจะไม่สามารถเข้าถึงโมเดลพรีเมียมได้อีก
นี่คือกลไกที่จะช่วยดึงอันดับความสามารถด้าน AI ของประเทศไทยที่เกือบจะรั้งท้ายในเวทีโลกให้สูงขึ้น โดยตั้งเป้าว่าหากคนไทย 5 ล้านคน (ประมาณ 10% ของประชากรเป้าหมาย) อัปสกิลสำเร็จ จะช่วยกระโดดยกระดับอัตราการรับรู้และใช้งาน AI ของประเทศให้พุ่งสูงกว่าค่ากลางของโลก (ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 19%) ได้ในที่สุด
🔵 [เปลี่ยนเสียงวิจารณ์เป็นพลังตรวจสอบ]
แน่นอนว่าโปรเจกต์ระดับ 1,621 ล้านบาท ย่อมหลีกเลี่ยงเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง "ความโปร่งใส" ไม่พ้น ซึ่งทางกระทรวงดีอีได้น้อมรับข้อเสนอแนะและเตรียมปิดช่องโหว่ด้วย 3 มาตรการสำคัญ โดยเริ่มจากการปรับสัญญาเป็นแบบ Pay per Use (ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น) หากประชาชนใช้งานไม่ถึงเป้า รัฐจะจ่ายเงินตามยอดจริง ไม่มีการเทงบฯ ทิ้งเปล่า ควบคู่กับการกาง Public Dashboard แสดงสถิติการใช้งานแบบเรียลไทม์ให้ทุกคนเข้ามาตรวจสอบความคุ้มค่าได้ 24 ชั่วโมง และปิดท้ายด้วยการตั้งคณะกรรมการติดตามที่ดึงเอาตัวแทนภาคประชาชนและสมาคมต่างๆ เข้ามาร่วมตรวจสอบทุกขั้นตอน
🔵 [บทสรุป: เครื่องมือระดับโปร จะกลายเป็น "โอกาส" หรือ "ถูกวางทิ้ง"?]
ท้ายที่สุดแล้ว โครงการ TH-AI PASS อาจไม่ใช่ยาวิเศษที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ทุกอย่าง และการตั้งคำถามของสังคมก็เป็นสิ่งที่ดีที่ทำให้การใช้ภาษีรัดกุมที่สุด
แต่เมื่อรัฐบาลกำลังจะเตรียมเครื่องมือระดับ "โปร" มาเสิร์ฟให้ถึงที่ในราคาต้นทุนที่ต่ำลง มหาศาล คำถามสำคัญที่ชวนคิดต่อจากนี้คงไม่ใช่แค่เรื่องงบประมาณ...แต่คือคำถามที่ว่า "คนไทยพร้อมหรือยังที่จะใช้โอกาสนี้อัปสกิลตัวเอง? หรือเราจะปล่อยให้เครื่องมือราคาแพงเหล่านี้ถูกวางทิ้งไว้เฉยๆ แล้วยืนมองประเทศอื่นเดินแซงเราต่อไป?