ส่วนจะส่งผลกับเสถียรภาพของรัฐบาลหรือไม่
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตนไม่แน่ใจ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับพรรคร่วมรัฐบาลด้วย แต่ในส่วนของภาคภูมิใจไทยไม่มีปัญหาแน่นอน ซึ่งตนเห็นมีข่าวมา 2-3 วันแล้ว ว่ามีการติดเครดิต ไม่ถูกกันระหว่าง น. กับ พ. โดยในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ ตนและครูใหญ่ จะไปทำบุญร่วมกันที่จังหวัดนครศรีธรรมราช หากไม่คุยกันจะไปด้วยกันได้อย่างไร และในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ ก็จะไปแข่งฟุตบอลกระชับมิตรระหว่างจังหวัดบุรีรัมย์กับจังหวัดปัตตานี นี่คือข้อเท็จจริง
“ผมไม่ทราบว่าผู้ไม่หวังดีเป็นใคร เมื่อตรวจสอบตามเพจต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นเพจอวตาร ไม่รู้มาจากประเทศไหน เป็นเรื่องยาก และสุดท้ายพวกเราคนทำงาน ต้องมาโดนโจมตีแบบไม่รู้ที่มาที่ไป พวกเราจะหาตัวตนได้อย่างไร ถึงขณะนี้ได้แจ้งให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี และกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ไปช่วยตรวจสอบ เนื่องจากเราเข้าไม่ถึง“ นายพิพัฒน์ ระบุ
เมื่อถามว่า ครูใหญ่ถือเป็นบุคคลที่พรรคภูมิใจไทยให้ความเคารพ หากมีการโจมตีกันเช่นนี้ จะทำให้เกิดความสั่นคลอนต่อรัฐบาลได้ใช่หรือไม่
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ครูใหญ่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูล และในฐานะที่ท่านคร่ำหวอดทางการเมือง มีอะไรก็จะให้คำแนะนำ อย่างตนก็ไม่เข้าใจเรื่องการเมืองทุกมิติ เพราะการเป็นนักการเมืองนั้นยาก บางครั้งพูดตรงเกินไปก็ไม่ได้ พูดโกหกก็ถูกต่อว่า เพราะฉะนั้นจึงต้องมีผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการเมืองให้คำปรึกษา ซึ่งพรรคภูมิใจไทยก็มีครูใหญ่ ที่ให้คำปรึกษากับน้องๆที่เป็นรัฐมนตรีหน้าใหม่
"และตั้งแต่ที่มีข่าวออกมา ตนก็ยังไม่ได้พูดคุยกับครูใหญ่ แต่มีการโทรศัพท์คุยกัน โดยครูใหญ่แจ้งว่าอยู่ที่บุรีรัมย์ และเย็นนี้จะมีการพบเจอกัน" นายพิพัฒน์ ระบุ
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณีที่มีการกล่าวหาเรื่องการ ฮั้ว สว.
นายพิพัฒน์ ชี้แจงว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องมาตั้งแต่ต้น และไม่มีชื่อปรากฏในการร้องเรียนไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนหน้านี้ แต่เพิ่งจะมามีชื่อปรากฏในรอบนี้ ซึ่งตนรู้สึกงงเพราะไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวแต่อย่างใด
นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ ยังได้แสดงความไม่พอใจอย่างมากกรณีที่มีการนำชื่อลูกสาวเข้าไปกล่าวอ้าง โดยยืนยันว่าลูกสาวเป็นเพียงพนักงานบริษัท ไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองแม้แต่ครั้งเดียว การให้ข่าวในลักษณะนี้ถือเป็นเรื่องเท็จและสร้างความเสียหาย
"ต้องไปถามคนที่ให้ข่าวว่าเอาข่าวเท็จมาจากไหน ถ้าเป็นในลักษณะนี้ ผมจะหารือกับทนายความว่าเมื่อไม่มีข้อเท็จจริงเลย จะทำอย่างไรได้บ้าง หากถึงขั้นต้องแจ้งความก็อาจจะต้องทำ เพราะลูกสาวผมไม่ได้มายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ฝากถึงคนที่พูดให้คัดกรองข้อมูลด้วย ไม่ใช่เอะอะใครมากระซิบก็เอามาพูดต่อจนสร้างความเสียหาย ถ้าโยนมาที่ผมคนเดียว ผมรับได้ ไม่มีปัญหาเพราะอยู่ในตำแหน่ง แต่กรณีลูกสาวเขาไม่ได้เกี่ยวข้อง อย่าเหมารวม" นายพิพัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย