น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า โครงการเป็นโครงการ AI แต่ในรายละเอียดของ TOR ในส่วนประชาสัมพันธ์กลับล็อกสเปกอย่างละเอียดว่า ต้องเป็นบริษัทที่มีจอดิจิทัลหรือจอบิลบอร์ดทั่วประเทศ อยู่ในร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ ซึ่งมันก็มีอยู่ไม่กี่เจ้านับสองนิ้วก็ไม่เกิน ดังนั้นตนตั้งข้อสังเกตว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ตั้งใจล็อกสเปกมาตั้งแต่เริ่ม
อย่างไรก็ตาม เมื่อวานนี้ตนเพิ่งเปิดข้อมูลไป โดยการนำโครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,600 ล้านบาท มาเทียบกับโครงการเนชานอล เครดิตแบงค์ ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมภายใต้ช่วงรัฐมนตรีเป็นคนพรรคภูมิใจไทย ที่เกิดขึ้นในสมัยที่แล้ว หากไปดูแล้วจะงงเลยว่า TOR ในส่วนประชาสัมพันธ์แทบจะคัดลอกวางเปลี่ยนแค่หน่วยเท่านั้น จากคำว่า จอ เป็นคำว่า จุด จึงตั้งข้อสงสัยว่าทำไมถึงลงรายละเอียดประชาสัมพันธ์ลึกขนาดนั้น ล็อกเอาไว้ถึง 3 ชั้น แล้วโครงการของกระทรวงอุดมศึกษาฯ เป็นคนละรูปแบบ ท่านก็ล็อกสเปกเอาไว้ใน TOR แบบเดียวกัน เราเลยไม่ได้มานั่งพูดกันเรื่องความคุ้มค่า จึงตั้งข้อสังเกตว่า เป็นความพยายามการที่ทำโครงการภาครัฐออกมาแล้วใส่บางส่วนไว้ใน TOR เพื่อล็อกมงคนที่มีโอกาสจะได้โครงการ
เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะทำอย่างไรต่อ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนคิดว่าเราตั้งเป้าหมายสูงที่สุดไว้ก่อน เราอยากที่จะประหยัดเงินให้กับประเทศนี้ 1,600 ล้านบาท แต่ถ้านายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะเดินหน้าลุยไฟ ตนก็คิดว่าถ้าประเทศนี้ต้องเสียเงินไป 1,600 ล้านบาท จริงๆนายไชยชนก ก็ต้องจ่ายในราคาที่มากที่สุดด้วยความน่าเชื่อถือของท่าน
เมื่อถามว่า บริษัทที่เข้าข่ายล็อกสเปกมีกี่บริษัท น.ส.รักชนก กล่าวว่า ถ้าดูในโครงการเนชั่นแนล เครดิตแบงค์ จริงๆมีโครงการในแพ็กเกจนี้ที่มีชื่อคล้ายกันแบบนี้ อยู่ในจักรวาลนี้อีก เดี๋ยวเราจะเปิดต่อ ซึ่งโครงการเนชั่นแนล เครดิตแบงค์ ถ้าเราไปดูในรายละเอียดจะพบว่าต้องประชาสัมพันธ์ผ่านจอที่สนามบินสุวรรณภูมิ ผ่านทางเข้าทางออก ตนจึงตั้งคำถามว่าทำไมจึงต้องประชาสัมพันธ์โครงการที่สนามบินสุวรรณภูมิ ทั้งที่เป็นโครงการนักศึกษา
“นักศึกษาจะไปเที่ยว แล้วเห็นโฆษณาจะมาเข้าร่วมโครงการหรืออย่างไร หรือท่านต้องการประชาสัมพันธ์ให้กับชาวต่างชาติ ให้สนใจจะได้มาเป็นนักศึกษาประเทศไทยหรืออย่างไร ถ้าไปเปิดดูอาจจะใช้ AI หาก็ได้ จะพบว่าบริษัทที่เป็นเจ้าของจอโฆษณาทั้งหมดในสนามบินสุวรรณภูมิเป็นบริษัทอะไร แล้วท่านอาจจะไปไล่ชื่อบริษัทร่วมค้า ท่านอาจจะเห็นชื่อที่มีส่วนทับซ้อนกันแน่นอน” น.ส.รักชนกกล่าว
เมื่อถามว่า น.ส.รักชนก เคยโพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก แนะนำบริษัทแพลน บี มีความเชื่อมโยงกันหรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า คิดว่าประชาชนสามารถคิดวิเคราะห์แยกแยะได้ ส่วนที่นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ออกมาระบุว่า TOR สามารถขอคู่สัญญาแก้ไขได้ สัญญามันยกเลิกได้เพราะ TOR ก็เปิดช่องให้กระทรวงดิจิทัลสามารถยกเลิกโครงการได้ ถ้ากระทบกับประโยชน์สาธารณะ ตนคิดว่า 1 เดือนที่ผ่านมา ที่พวกเราทำงานอย่างเข้มข้น ชี้ให้เห็นว่าปัญหาของโครงการนี้คืออะไร ถือว่าเข้าเงื่อนไขที่จะขอยกเลิกสัญญาได้แล้ว
เมื่อถามว่า หากขยายสัญญาให้กว้างขึ้น บริษัทขนาดกลางที่สามารถมารับงานต่อจะมีกี่บริษัท น.ส.รักชนก กล่าวว่า มีกี่บริษัทไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่ประเด็นสำคัญคือต้องเปิดให้มีการแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้ การที่ทำแบบนี้เป็นขบวนการการขโมยอนาคตของคนทั้งวงการไอที แทนที่ทุกคนจะได้แข่งขันอย่างตรงไปตรงมาเอาของที่ดีที่สุดมานำเสนอประชาชน แต่การที่คุณล็อกผู้ชนะไว้ให้กับคนในเครือข่ายของคุณ มันเป็นการขโมยความฝันและอนาคตของทุกคนในแวดวงไอที ทำให้อุตสาหกรรมนี้ไม่สามารถเติบโตได้เพราะคุณแปะป้ายเอาไว้ว่าใครคือผู้ชนะ
เมื่อถามว่า จะมีการยื่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า เมื่อไหร่ที่มีการเริ่มลงทะเบียน นั่นก็เป็นกำหนดการจะไปยื่น ป.ป.ช. ทั้งนี้ในสัปดาห์หน้า(18 มิ.ย. 69) กรรมาธิการของตน จะประชุมร่วมกับคณะกรรมาธิการการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เพื่อที่จะพิจารณาเรื่องนี้โดยเชิญนายไชยชนก , ปลัดกระทรวง , คณะยกร่าง TOR , ป.ป.ช. และ สตง. มาร่วมประชุมด้วย หากไม่มาจะใช้อำนาจเรียกหรือไม่นั้น คงจะพิจารณาว่าการประชุมนั้นมีประโยชน์หรือไม่
“ขอเชิญท่านรัฐมนตรีมาที่กรรมาธิการเพื่อให้เกียรติสภาและประชาชน ในการแสดงความจริงใจ”น.ส.รักชนก กล่าว