เนชั่นทีวี

Business

4 เหตุผลช็อกโลก! แฉความจริงซ่อนเร้น "อวสานยุคน้ำมันถูก" รอบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องรบกัน แต่คือ "ของไม่มีขาย

12 เม.ย. 2569

4 เหตุผลช็อกโลก! แฉความจริงซ่อนเร้น "อวสานยุคน้ำมันถูก" รอบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องรบกัน แต่คือ "ของไม่มีขาย

4 เหตุผลช็อกโลก! แฉความจริงซ่อนเร้น "อวสานยุคน้ำมันถูก" รอบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องรบกัน แต่คือ "ของไม่มีขาย" จับตา 27 เม.ย. วันชี้ชะตาตลาดโลก

12 เมษายน 2569 ดร.ภาณุรัช ดำรงไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและนวัตกรรม พรรคไทยก้าวใหม่ โพสต์เฟซบุ๊ก Panurach Dumrongthai ว่า 

 

 

 

4 เหตุผลช็อกโลก! แฉความจริงซ่อนเร้น "อวสานยุคน้ำมันถูก" รอบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องรบกัน แต่คือ "ของไม่มีขาย

 

4 เหตุผลช็อกโลก! แฉความจริงซ่อนเร้น "อวสานยุคน้ำมันถูก" รอบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องรบกัน แต่คือ "ของไม่มีขาย

ดร.ภาณุรัช ดำรงไทย

 

 

อวสานยุคน้ำมันถูก! ถอดรหัสวิกฤตพลังงานรอบนี้... ทำไมถึงจะลากยาว 1-3 ปี แม้สงครามจะจบ? (แชร์ด่วนก่อนสื่อกระแสหลักจะพูดถึง!)

 

 

4 เหตุผลช็อกโลก! แฉความจริงซ่อนเร้น "อวสานยุคน้ำมันถูก" รอบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องรบกัน แต่คือ "ของไม่มีขาย

 

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ท่านรองนายกฯ เอกนิติ ได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนระดับแดงว่า "น้ำมันถูกจะไม่มีอีกแล้วในช่วง 1-2 ปีนี้" 

ในฐานะคนทำงานด้านพลังงานหลายทีในโลกมานานและใช้ข้อมูลประกอบจากสถาบันวิเคราะห์การลงทุนระดับโลก ผมขอบอกเลยว่า... 

 

ท่านพูดถูกต้อง และความจริงที่ซ่อนอยู่ในกราฟและกลไกตลาดโลกตอนนี้ "รุนแรงและลึกซึ้งกว่านั้นมาก" ครับ
หากเรากางกราฟ Brent Crude Futures รายเดือน (1M) ตามภาพ เราจะเห็นเรื่องราวการเปลี่ยนผ่านของขั้วอำนาจเศรษฐกิจอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน (เมษายน 2026) มันไม่ใช่แค่วัฏจักรปกติ แต่มันคือ "การทำลายล้างเชิงโครงสร้าง (Structural Supply Destruction)" เริ่มจากเรามาเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ ในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมาครับ : 

 

ช่วงที่ 1: วิกฤตต้มยำกุ้งและการสร้างฐาน (1997 – 2000)

• สถานะ: การล่มสลาย (Collapse)
• เหตุการณ์สำคัญ: วิกฤตการณ์การเงินในเอเชียปี 1997 ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันในภูมิภาคที่เคยเติบโตสูงหายไปทันที
• กลไกตลาด: ราคาน้ำมันดิบ Brent ร่วงลงไปต่ำสุดเกือบ $10 ต่อบาร์เรล ในปี 1998 เนื่องจากอุปทานล้นตลาดประกอบกับความต้องการที่หดตัวในเอเชีย ก่อนจะเริ่มฟื้นตัวในช่วงปลายปี 1999 เมื่อ OPEC เริ่มลดกำลังการผลิต

ช่วงที่ 2: ยุคทอง Commodities Super-cycle (2001 – Mid 2008)

• สถานะ: การเติบโตอย่างก้าวกระโดด (Massive Growth)
• เหตุการณ์สำคัญ: การผงาดขึ้นของ "จีน" ในฐานะโรงงานของโลก ความต้องการพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
• กลไกตลาด: อุปสงค์ (Demand) เติบโตเร็วกว่าอุปทาน (Supply) ที่ขยายตัวไม่ทัน ราคาไต่ระดับจาก $25 จนพุ่งแตะจุดสูงสุดประวัติศาสตร์ที่ $147.50 ในเดือนกรกฎาคม 2008


ช่วงที่ 3: วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (Late 2008 – 2009)

• สถานะ: การล่มสลายฉับพลัน (Crash)
• เหตุการณ์สำคัญ: วิกฤตซับไพรม์ (Subprime Mortgage) ในสหรัฐฯ ลามเป็นวิกฤตการเงินโลก
• กลไกตลาด: เกิดภาวะ Demand Destruction ราคาดิ่งลงจากเกือบ $150 เหลือเพียง $36 ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งปี ถือเป็นการปรับฐานที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์


ช่วงที่ 4: ยุคน้ำมันราคาแพงและการกำเนิด Shale Oil (2010 – 2014)
• สถานะ: การเติบโตและทรงตัว (Stability at High Price)
• เหตุการณ์สำคัญ: อาหรับสปริง (Arab Spring) สร้างความกังวลเรื่องอุปทานในตะวันออกกลาง
• กลไกตลาด: ราคายืนเหนือ $100 เป็นส่วนใหญ่ ส่งผลให้เทคโนโลยีการสกัดน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (Shale Oil) ในสหรัฐฯ คุ้มทุนและเติบโตอย่างรวดเร็ว จนสหรัฐฯ กลายเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก


ช่วงที่ 5: สงครามราคาน้ำมัน (2014 – 2016)

• สถานะ: การล่มสลายจากฝั่งอุปทาน (Supply Shock)
• เหตุการณ์สำคัญ: OPEC นำโดยซาอุดีอาระเบียปฏิเสธการลดกำลังการผลิต เพื่อหวังกำจัดคู่แข่งอย่าง Shale Oil
• กลไกตลาด: โลกเผชิญกับภาวะน้ำมันล้นตลาด (Oversupply) ราคาดิ่งจาก $115 ลงมาต่ำสุดที่ $27 ในต้นปี 2016 นำไปสู่การก่อตั้งกลุ่ม OPEC+ (OPEC รวมกับรัสเซีย) เพื่อพยุงราคา


ช่วงที่ 6: วิกฤต COVID-19 (2020)

• สถานะ: การล่มสลายจากภาวะหยุดชะงัก (Black Swan)
• เหตุการณ์สำคัญ: การระบาดใหญ่ทั่วโลกและการล็อกดาวน์
• กลไกตลาด: ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกหายไปเกือบ 20-30% ในชั่วข้ามคืน ราคา Brent ร่วงลงแตะ $16 (ขณะที่ WTI ติดลบ) ก่อนที่จะฟื้นตัวจากการลดกำลังการผลิตครั้งใหญ่ที่สุดของ OPEC+

 

ช่วงที่ 7: สงครามรัสเซีย-ยูเครนและยุคดอกเบี้ยสูง (2022 – 2025)

• สถานะ: การเติบโตจากความเสี่ยง (Geopolitical Growth)
• เหตุการณ์สำคัญ: รัสเซียรุกรานยูเครนในปี 2022 ทำให้เกิดความกังวลเรื่องการคว่ำบาตรพลังงาน
• กลไกตลาด: ราคาพุ่งแตะ $130 ในปี 2022 ก่อนจะเริ่มย่อตัวลงในปี 2023-2024 เนื่องจากธนาคารกลางทั่วโลกขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้เงินเฟ้อ ซึ่งไปกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ


ช่วงที่ 8: ปัจจุบันและการมองไปข้างหน้า (2026)

• สถานะ: ความผันผวนในระดับสูง (High Volatility)
• เหตุการณ์สำคัญ: ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ขยายวงกว้างในช่วงต้นปี 2026 (ดังที่ปรากฏในกราฟของคุณ)
• กลไกตลาด: ราคา Brent กลับมาเคลื่อนไหวบริเวณ $97 - $100 อีกครั้ง โดยมีปัจจัยหนุนจาก "ค่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์" (Risk Premium) แต่ถูกค้ำยันด้วยการปล่อยน้ำมันสำรอง (SPR) และนโยบาย Energy Transition ที่เริ่มเห็นผลชัดเจนขึ้น


บทสรุปในมุมนักลงทุน

ประวัติศาสตร์ 30 ปีนี้สอนว่า "ราคาน้ำมันไม่ได้ขึ้นลงตามต้นทุนการผลิต แต่ขึ้นลงตามความกลัว (Fear) และความหวัง (Expectation) ของโลก" ครับ

ทุกครั้งที่มีการล่มสลาย (Collapse) มักตามมาด้วยโอกาสการเข้าซื้อที่สำคัญเสมอ ดังเช่นที่ปรากฏในจุด LL (Lower Low) ในกราฟปี 2020 ของคุณครับ

 


และนี้คือ 4 ความจริงสุดช็อกที่ตลาดกำลังเผชิญ และสำนักข่าวเศรษฐกิจต้องจับตา:

 


1. ซ่อมไม่ได้ใน 7 วัน: โครงสร้างพื้นฐานพินาศ (The Physical Shortage)

หลายคนตั้งความหวังว่า การเจรจาระหว่าง "สหรัฐฯ" และ "อิหร่าน" จะช่วยคลี่คลายสถานการณ์... แต่ความจริงทางฟิสิกส์คือ ไม่ว่าผลการเจรจาจะจบลงอย่างไร มันเสกน้ำมันกลับมาไม่ได้! ในยุคโควิด โลกใช้น้ำมัน 91 ล้านบาร์เรล/วัน ตอนนั้นคนขายอยากขายแต่ไม่มีคนซื้อ แต่ภาพตัดมาที่ปี 2026 โลกมีความต้องการพลังงานพุ่งไปถึง 100 ล้านบาร์เรล/วัน ในขณะที่กำลังการผลิตที่ "พร้อมใช้จริงๆ" เหลือเพียง 89 ล้านบาร์เรล/วัน ซัพพลายกว่า 10 ล้านบาร์เรลจมไปกับกองเพลิงในตะวันออกกลางไปแล้ว

ท่อส่งน้ำมันพัง โรงกลั่นระเบิด โครงสร้างที่เสียหายระดับนี้ ต้องใช้เวลาฟื้นฟู 1-3 ปี เป็นอย่างน้อย ไม่ใช่ซ่อมเสร็จในสัปดาห์เดียว!


2. Supply Gap ภาวะสุญญากาศทางพลังงาน

สิ่งที่จะตามมาทันทีคือ ประเทศปลายทาง (รวมถึงเอเชีย) ที่ต้องรับน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเข้าประเทศไปกลั่น จะเจอกับภาวะ "ของขาดหาย" นาน 1-2 เดือนเป็นอย่างน้อย กว่าที่ประเทศผู้ผลิตอื่น ๆ บนโลกจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตและส่งลอตใหม่มาทดแทนได้ ทั่วโลกจะต้องเผชิญกับภาวะช็อกทางพลังงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การที่กลุ่ม G7 พยายามงัดเอาน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ (SPR) ออกมาเทขายเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ในมุมมองของคนในวงการ นี่คือการ "เอาพลาสเตอร์แปะแผลที่โดนฟันจนเหวอะ" ตลาดรู้ทันทีว่ากระสุนของรัฐบาลโลกกำลังจะหมด และเมื่อนั้นราคาจะสะท้อนความจริงที่โหดร้าย


3. วันพิพากษาตลาดฟิวเจอร์ส (The No-Offer Market)

สัญญาณที่น่ากลัวที่สุดเกิดขึ้นในตลาดซื้อขายล่วงหน้า ปกติแล้วน้ำมัน Brent (ฝั่งยุโรป) จะแพงกว่า WTI (ฝั่งอเมริกา) แต่ตอนนี้กลไกบิดเบี้ยวจน WTI กลับมาแพงกว่า! นี่คืออาการของตลาดที่ "ต้องการน้ำมันของจริงไปหมุนเครื่องจักร ไม่ใช่แค่กระดาษสัญญา"

ข้อมูลจาก Bloomberg ระบุชัดเจนว่า ในตลาดมีการตั้งโต๊ะขอซื้อ (Bid) ถึง 12 เจ้า แต่ "ไม่มีใครยอมเสนอขาย (No Offer)" เลยแม้แต่หยดเดียว! ทุกคนกอดน้ำมันไว้แน่นเพราะรู้ว่าของมันขาดจริง

 

จับตาวันที่ 27 เมษายน 2026 นี้ให้ดีครับ! เป็นวันที่สัญญา Short Position ต้องปิดตัว หากนักเก็งกำไรหาน้ำมันจริงไปส่งมอบไม่ได้ เราอาจได้เห็นปรากฏการณ์ "แย่งกันซื้อจนราคาพุ่งทะลุเพดาน" แบบกระจุยกระจาย

 

4. ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย: การกลับมาของ "High Plateau"

กราฟประวัติศาสตร์ไม่เคยโกหก หากจำกันได้ในช่วงปี 2011-2014 ราคาน้ำมัน Brent ยืนเหนือ 100 USD ต่อบาร์เรลยาวนานถึง 4 ปี... เรากำลังจะกลับไปสู่จุดนั้น (2026-2028)

ในอดีตเวลาเกิดวิกฤต สหรัฐฯ อาจจะไปเจรจาให้โอเปกช่วยผลิตเพิ่มเพื่อกดราคาลงมา แต่ในยุคภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบันที่โลกแบ่งขั้วชัดเจน OPEC+ ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะต้องผลิตน้ำมันราคาถูกเพื่ออุ้มเศรษฐกิจฝั่งตะวันตก ขั้วอำนาจเปลี่ยนไปแล้ว และผู้คุมน้ำมัน คือผู้คุมเกม

 

 

บทสรุปสำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการ:

ปัจจัยที่ผลักดันราคาน้ำมันในวันนี้ไม่ใช่แค่จำนวนบาร์เรล แต่คือ "Risk Premium" จากสงครามที่ลุกลามไปสู่โครงสร้างพื้นฐาน เลิกหวังพึ่งลมปากทางการทูตระยะสั้น แล้วเตรียมรับมือกับต้นทุนพลังงานที่จะยืนในระดับสูงไปอีก 1-3 ปีข้างหน้าได้เลยครับ

อย่าลืมแชร์โพสต์นี้ไปให้คู่ค้าและทีมบริหารของคุณเตรียมแผนรับมือ (Contingency Plan) ด่วนที่สุด ก่อนที่ต้นทุนทุกอย่างจะขยับขึ้นจนตั้งตัวไม่ทัน!

 

 

4 เหตุผลช็อกโลก! แฉความจริงซ่อนเร้น "อวสานยุคน้ำมันถูก" รอบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องรบกัน แต่คือ "ของไม่มีขาย

 

 

 


#ราคาน้ำมัน #วิกฤตพลังงาน #EnergyCrisis2026 #การลงทุน #เศรษฐกิจโลก #OilPrice #Geopolitics #OPEC #BrentCrude