สำหรับสาเหตุที่ตัดสินใจนำแชทมาเปิดเผยและฟ้องร้องผู้บังคับบัญชาในจังหวะที่ตนเองเพิ่งถูกย้ายออกจากพื้นที่ภูเก็ต (ปมถูกร้องเรียนส่วยป่าตอง) นายรุ่งเรืองยอมรับว่า ตนพร้อมรับการตรวจสอบเรื่องส่วย แต่สิ่งที่รับไม่ได้คือพฤติกรรมของผู้บังคับบัญชา
พร้อมกันนี้ นายรุ่งเรือง ประกาศฟ้องร้องอธิบดีกรมการปกครองใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่
- คำสั่งย้ายมิชอบ ท่านออกคำสั่งโดยมิชอบนะครับ อันนี้ที่ย้ายผมมาเนี่ยเพราะผิดจริงๆ เป็นอำนาจของปลัดกระทรวง
- ปล่อยเอกสารลับทางราชการหลุด ท่านปล่อยปละละเลยให้เอกสารลับทางราชการซึ่งท่านดูแลอยู่ที่กรมการปกครองหลุดมายังประชาชนได้อย่างไร เพื่อดิสเครดิตผม
- สั่งการให้ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ผมมีฟ้องข้อหาท่านสั่งการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย สั่งให้ผมกระทำการผิดเลือกตั้ง โดยท่านสั่งให้ผมช่วยพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง
ท่ามกลางกระแสข่าวลือว่า การออกมาแฉครั้งนี้เป็น "ศึกซ้อนศึก" เพื่อสกัดขาอธิบดีกรมการปกครองไม่ให้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง "ปลัดกระทรวงมหาดไทย" นายรุ่งเรืองได้ปฏิเสธความเชื่อมโยงทางการเมือง และยืนยันว่าเป็นการต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีของตนเอง
"ผมตัดสินใจเรื่องนี้ด้วยตนเองด้วยสติสัมปชัญญะ ไม่มีพรรคการเมืองใดหนุนหลัง และผมก็ไม่ได้ไปฟ้องพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ผมไม่ได้ฟ้องรัฐบาล ผมฟ้องผู้บังคับบัญชาที่มีนโยบายไม่ดี มีข้อสั่งการไม่ดีแล้วก็ลุแก่อำนาจนะ วันนี้ผมอยากจะทำให้เป็นแบบอย่างว่า ไม่ว่าข้าราชการชั้นไหนก็ตาม จะรังแกข้าราชการชั้นผู้น้อยไม่ได้นะ ต้องให้ความเป็นธรรมและต้องให้ความเมตตา”
เมื่อถูกถามย้ำถึงประเด็นการสกัดเก้าอี้ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายรุ่งเรืองทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า
"ผมไม่ทราบเรื่องนี้ ผมทราบว่าผมต้องนำท่านเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ผลคดีเป็นยังไง ผมเนี่ยยอมรับในโชคชะตา เพราะผมได้ทำเต็มที่แล้ว ไม่ใช่ว่าเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่แล้วจะรังแกข้าราชการชั้นผู้น้อย จะย้ายตามอำเภอใจ ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเสียเกียรติเสียศักดิ์ศรีไม่ได้นะ”
ทั้งหมดนี้คือ "วาทะ" และการเปิดหน้าชนของ ปลัดรุ่งเรือง ธิมาบุตร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวลึกในระบบสายการบังคับบัญชาของกระทรวงมหาดไทย บทสรุปของการงัดข้อครั้งประวัติศาสตร์นี้จะลงเอยอย่างไร พยานหลักฐานที่มีจะสามารถมัดตัวผู้ถูกกล่าวหาได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่สังคมต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด