เนชั่นทีวี

ข่าว

รอยเตอร์แฉ "จีน" เร่งสร้างแท่นปล่อยนิวเคลียร์กลางทะเลทราย

29 พ.ค. 2569 | apirak_pra

รอยเตอร์แฉ "จีน" เร่งสร้างแท่นปล่อยนิวเคลียร์กลางทะเลทราย

ภาพถ่ายดาวเทียมเผยความจริงทางการทหาร จีนเดินหน้าสร้างเครือข่ายแท่นปล่อยขีปนาวุธนิวเคลียร์และบังเกอร์กระจายทั่วน่านน้ำทะเลทราย หวังบล็อกการโจมตีจากสหรัฐฯ

ภาพถ่ายดาวเทียมเผยความจริงทางการทหาร จีนเดินหน้าสร้างเครือข่ายแท่นปล่อยขีปนาวุธนิวเคลียร์และบังเกอร์กระจายทั่วน่านน้ำทะเลทราย หวังบล็อกการโจมตีจากสหรัฐฯ

KEY

POINTS

  • สำนักข่าวรอยเตอร์เปิดเผยภาพถ่ายดาวเทียมว่าจีนกำลังเร่งก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางทหารขนาดใหญ่ในทะเลทราย ซึ่งรวมถึงแท่นปล่อยขีปนาวุธและบังเกอร์
  • การก่อสร้างดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการตอบโต้การโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ระลอกที่สอง (Second-strike capability) เพื่อรับมือกับสหรัฐอเมริกา
  • โครงการนี้มีศูนย์กลางเป็นสิ่งปลูกสร้างรูปแปดเหลี่ยมในเขตซินเจียง ซึ่งเชื่อมต่อกับแท่นคอนกรีตกว่า 80 จุดที่สามารถใช้เป็นฐานยิงขีปนาวุธเคลื่อนที่ได้
  • กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แสดงความกังวลและคาดการณ์ว่าจีนจะมีหัวรบนิวเคลียร์ในครอบครองมากกว่า 1,000 ลูกภายในปี 2030

กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนเปิดฉากดำเนินยุทธศาสตร์ขยายโครงสร้างพื้นฐานทางทหารครั้งใหญ่ใน วิกฤตการณ์ขยายคลังแสงนิวเคลียร์ หลังสำนักข่าวรอยเตอร์แฉภาพถ่ายดาวเทียมชุดล่าสุด บ่งชี้ว่าทางการปักกิ่งกำลังเร่งสร้างแท่นปล่อยขีปนาวุธ บังเกอร์หุ้มเกราะ และสถานีสื่อสารกระจายตัวเป็นวงกว้างในพื้นที่ทะเลทรายใกล้กับไซโลเก็บขีปนาวุธนิวเคลียร์พิสัยไกล ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดด้านความมั่นคงระดับโลกและการแข่งขันเชิงแสนยานุภาพทางทหารร่วมกับ สหรัฐอเมริกา ในสัปดาห์นี้อย่างเด่นชัด

รายงานข้อมูลเชิงลึกจากการตรวจสอบภาพถ่ายดาวเทียมเปิดเผยว่า โครงสร้างทางทหารขนาดมหึมาที่กำลังก่อสร้างอยู่บนพื้นที่หลายพันตารางกิโลเมตรทางตอนเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน เป็นมาตรการเชิงรุกที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับขีดความสามารถด้าน "การตอบโต้การโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ในระลอกที่สอง" (Second-strike capability) เพื่อสร้างระบบป้องปรามให้มั่นใจว่า หากกองทัพสหรัฐฯ ชิงลงมือก่อน ก็จะไม่สามารถทำลายศักยภาพในการยิงตอบโต้อย่างรุนแรงกลับไปของจีนได้

รอยเตอร์แฉ "จีน" เร่งสร้างแท่นปล่อยนิวเคลียร์กลางทะเลทราย

เจาะลึกโครงสร้าง "สิ่งปลูกสร้างรูปแปดเหลี่ยม" 2 แห่งกลางทะเลทรายซินเจียง

รายงานเชิงวิเคราะห์จากนักวิชาการด้านความมั่นคงระบุว่า การก่อสร้างนี้มีศูนย์กลางอยู่บนพื้นที่ลับที่มี "รูปทรงแปดเหลี่ยมมหึมา" จำนวน 2 แห่ง ซึ่งถูกสร้างขึ้นตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา ในภูมิภาคทางตะวันออกของเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ โดยตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของทุ่งไซโลนิวเคลียร์ฮามิ (Hami) แบ่งเป็นระยะทางประมาณ 140 กิโลเมตร และ 230 กิโลเมตรตามลำดับ

สิ่งปลูกสร้างรูปแปดเหลี่ยมดังกล่าว มีการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายถนนดินและเส้นทางยุทธศาสตร์กระจายออกไปในทะเลทราย เชื่อมเข้ากับแท่นคอนกรีตมากกว่า 80 จุด ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระหว่างประเทศและสถาบันวิจัยการบินสากลระบุตรงกันว่า แท่นคอนกรีตเหล่านี้สามารถแปรเปลี่ยนเป็นช่องทางปฏิบัติการที่หลากหลาย เช่น

  • แท่นยิงขีปนาวุธเคลื่อนที่: สามารถใช้เป็นจุดติดตั้งฐานยิงขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) แบบเคลื่อนที่บนรถบรรทุกขนาดใหญ่ ซึ่งเคลื่อนย้ายพิกัดได้รวดเร็วเพื่อพรางตาเรดาร์ฝ่ายตรงข้าม

  • ระบบป้องกันภัยทางอากาศและสงครามอิเล็กทรอนิกส์: เป็นจุดจัดวางระบบขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศ รวมถึงอุปกรณ์ตัดสัญญาณดาวเทียมและระบบควบคุมสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic-warfare operations)

  • สถานีสื่อสารใต้ดิน: ท่อร้อยสายเชื่อมต่อระหว่างแท่นคอนกรีตและตึกแปดเหลี่ยม คาดว่าภายในบรรจุสายเคเบิลใยแก้วนำแสง (Fiber-optic) เพื่อล็อกระบบสื่อสารให้ปลอดภัยจากการถูกดักฟัง

รอยเตอร์แฉ "จีน" เร่งสร้างแท่นปล่อยนิวเคลียร์กลางทะเลทราย

ฃเพนตากอนเผยจับตาจีนผลิตหัวรบทะลุ 1,000 ลูก

การขยายโครงสร้างพื้นฐานทางทหารภายใต้การนำของ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ถือเป็นกรณีที่จุดชนวนความตึงเครียดทางการทูตระหว่างสองประเทศ เนื่องจากฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ มองว่ารัฐบาลปักกิ่งยังคงขาดความโปร่งใสในการให้ข้อมูล และปฏิเสธมาตรการเจรจาเพื่อควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ร่วมกันมาโดยตลอด แม้ว่าจีนจะยังคงเน้นย้ำจุดยืนนโยบายว่าจะไม่เป็นฝ่ายเปิดฉากใช้อาวุธนิวเคลียร์ก่อน (No-first-use policy) ก็ตาม

ด้านรายงานล่าสุดจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน (Pentagon) มีการเปิดเผยสถิติตัวเลขระบุว่า แม้ว่าอัตราการผลิตหัวรบนิวเคลียร์ของจีนจะชะลอตัวลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทว่าแนวโน้มโดยรวมยังคงเป็นไปตามเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่คาดว่า กองทัพจีนจะครอบครองและพร้อมประจำการหัวรบนิวเคลียร์จำนวนมากถึง 1,000 ลูกภายในปี 2030 ซึ่งเป็นการยกระดับและพัฒนาระบบคลังแสงนิวเคลียร์ที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็วที่สุดในกลุ่มประเทศมหาอำนาจยุคปัจจุบัน