1) การพึ่งพาพลังงานสูง: ไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึง 70% โดยเฉพาะน้ำมันดิบที่กว่า 60% นำเข้าจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อราคาพลังงานในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น จึงส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อต้นทุนภายในประเทศ ทั้งค่าไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิง และก๊าซหุงต้ม (LPG) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น
ขณะที่ ขีดความสามารถของภาครัฐในการพยุงราคามีจำกัด เนื่องจากกองทุนน้ำมันฯ เพิ่งเริ่มฟื้นตัวและ กฟผ. ยังมีภาระหนี้ค้างชำระสูงเกือบ 5 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) จำกัดกว่าช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนมาก
สำหรับธุรกิจที่มีสัดส่วนการพึ่งพาพลังงานในการผลิตสูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม หรือมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานราว 10-33% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด ได้แก่ การผลิตไฟฟ้า การขนส่ง โรงแรมที่พัก ประมง สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ เหมืองแร่ เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเป็นอันดับต้นๆ หากราคาพลังงานในประเทศปรับตัวสูงขึ้น
2) ความเสี่ยงด้านการค้า: การส่งออกของไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งมีสัดส่วนราว 3-4% ของการส่งออกทั้งหมด เสี่ยงชะงักงันรุนแรง โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ ข้าว และอาหารทะเลแปรรูป ที่พึ่งพาตลาดนี้สูงกว่า 10% ซึ่งต้นทุนค่าขนส่งและประกันภัยสงครามที่พุ่งสูงขึ้นจะกดดันให้คำสั่งซื้อลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ การส่งออกไปยังยุโรปซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 10-12% ของการส่งออกไทยทั้งหมด อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือไปอ้อมทวีปแอฟริกาแทนเส้นทางทะเลแดงและคลองสุเอซ ซึ่งส่งผลให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น 10-15 วัน และค่าระวางเรือดีดตัวสูงขึ้น ซ้ำเติมภาคส่งออกที่เปราะบางอยู่แล้วให้เผชิญความท้าทายมากขึ้น
3) ความเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยว: การชะงักงันของฮับการบินในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นทางเชื่อมต่อและอุปสงค์จากตลาดนักท่องเที่ยวภูมิภาตตะวันออกกลางและอิสราเอล ที่คิดเป็นสัดส่วนราว 3-4% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูง และเป็นรายได้หลักของกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมารับบริการทางการแพทย์ (Medical Tourism) โดยแม้ไตรมาส 2 จะเป็นช่วง Low Season เนื่องจากตรงกับเทศกาลรอมฎอน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงช่วง High Season นอกจากนี้ ต้นทุนการบินที่พุ่งสูงขึ้นตามราคาน้ำมันและการหลีกเลี่ยงเส้นทางบินผ่านน่านฟ้าตะวันออกกลาง จะส่งผลให้นักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) จากยุโรปและอเมริกาที่พึ่งพาจุดเชื่อมต่อในภูมิภาคนี้มีจำนวนลดลง
4) ความเปราะบางด้านเสถียรภาพต่างประเทศ: หากราคาน้ำมันโลกเพิ่มขึ้นทุก ๆ 10 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล จะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยลดลงราว 4 พันล้านดอลลาร์ฯ หรือประมาณ 0.6-0.7% ของ GDP ซึ่งสะท้อนพื้นฐานค่าเงินบาทที่เปราะบางขึ้น ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ มีแนวโน้มแข็งค่าจากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยและการปรับลดโอกาสความเป็นไปได้ที่เฟดจะลดดอกเบี้ย เนื่องจากราคาน้ำมันที่ทรงตัวอยู่ในกรอบสูงทำให้ความเสี่ยงเงินเฟ้อสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น
ดังนั้น หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ค่าเงินบาทอาจผันผวนและมีความเสี่ยงอ่อนค่ามากกว่ากรณีฐานที่ 32.80 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะเดียวกัน ธปท. อาจเผชิญความท้าทายในการดำเนินนโยบายการเงิน หากเงินเฟ้อเริ่มเร่งตัวท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะติดตามเหตุการณ์และประเมินผลกระทบอย่างใกล้ชิดต่อไป