มาตรการที่ 4 ลดการสูญเสียหลังเก็บเกี่ยวและเพิ่มมูลค่าสินค้า โดยดูดซับผลผลิตส่วนเกินเข้าสู่ภาคการแปรรูป ส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ตามแนวคิด Zero Waste พัฒนามาตรฐานโรงคัดบรรจุ (Packing House) ของกลุ่มเกษตรกรให้ได้มาตรฐานสากล
มาตรการที่ 5 เตรียมความพร้อมด้านโลจิสติกส์ ทั้งการบริหารจัดการตู้คอนเทนเนอร์ การอำนวยความสะดวกด่านส่งออก–นำเข้า การเจรจาขยายเวลาเปิด–ปิดด่านสำคัญ และผลักดันการขนส่งทางรางเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายสินค้า
มาตรการที่ 6 ส่งเสริมตลาดในประเทศ มุ่งกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตผ่านการทำ MOU ล่วงหน้าระหว่างห้างค้าปลีก ผู้ส่งออก และโรงแปรรูป เชื่อมโยงผลไม้กับภาคการท่องเที่ยวและบริการ จัดกิจกรรม Kick-off ฤดูกาลผลไม้ไทย สนับสนุนการจำหน่ายผ่านช่องทาง Online และ Offline ขยายตลาดผ่านนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทย และส่งเสริมการบริโภคผลไม้คุณภาพสูงรวมถึงสินค้า GI เพื่อเพิ่มมูลค่าและการรับรู้ของผู้บริโภค
มาตรการที่ 7 ส่งเสริมตลาดต่างประเทศ เน้นขยายโอกาสการค้าเชิงรุกผ่านการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ทั้งรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ ใช้ Trading Company เป็นกลไกเจาะตลาดใหม่ จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในต่างประเทศ และเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติ เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายและกระจายความเสี่ยงตลาดส่งออกของผลไม้ไทย
และมาตรการที่ 8 สื่อสารภาพลักษณ์ผลไม้ไทยให้เป็นเอกภาพ ผ่านการสื่อสารภายใต้แบรนด์ “Thailand : The Land of Tropical Fruits” จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์และแคมเปญสร้างการรับรู้ทั้งในและต่างประเทศ ส่งเสริมการสร้างแบรนด์ผลไม้ไทย ใช้ Influencer และ KOL ถ่ายทอดเรื่องราวสินค้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตามและบริหารจัดการการสื่อสารเชิงลบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคและยกระดับผลไม้ไทยสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน
สถานการณ์ภาพรวมผลผลิตผลไม้ของไทยปี 2569 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์คาดว่าผลผลิตรวมของผลไม้เศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ทุเรียน ลำไย สับปะรด มะม่วง มังคุด ส้มเขียวหวาน เงาะ ลองกอง ลิ้นจี่ และอื่นๆ จะมีปริมาณรวมประมาณ 6.91 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 5.8 หรือเพิ่มขึ้นราว 0.379 ล้านตัน สะท้อนแนวโน้มการขยายตัวของพื้นที่เพาะปลูกและสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการออกผล โดยเฉพาะทุเรียนซึ่งยังคงเป็นผลไม้หลักของประเทศ คาดว่าปีนี้จะมีผลผลิตรวม 1.89 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 21 หรือประมาณ 330,000 ตัน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งเตรียมมาตรการบริหารจัดการด้านการผลิต การตลาด และการกระจายผลผลิตอย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นและรักษาเสถียรภาพราคาในช่วงฤดูกาลผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมากตาม 8 มาตรการดังกล่าว
นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า นอกจากมาตรการบริหารผลไม้ปี 2569 ซึ่งเป็นแผนระยะเร่งด่วนแล้ว กระทรวงฯ ยังเชื่อมโยงกับแผนบริหารสินค้าเกษตรระยะ 1–5 ปี เพื่อสร้างความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ภายใต้กรอบ “เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน”
ในมิติ เกษตรแม่นยำ จะให้ความสำคัญกับข้อมูลปริมาณผลผลิตที่แม่นยำ โดยใช้ AI และระบบข้อมูลกลางในการคาดการณ์ผลผลิตล่วงหน้า จัดทำ Zoning พื้นที่ปลูกและเมล็ดพันธุ์ให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่และความต้องการตลาด ส่งเสริม Contract Farming และการทำตลาดล่วงหน้า ควบคู่ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อสร้างความเชื่อมั่น
ด้าน เกษตรมั่นคง จะมุ่งสร้างชุมชนเกษตรเข้มแข็ง สนับสนุนการรวมกลุ่มและการแปรรูปเพื่อลดความเสี่ยงรายได้ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ ตลอดจนกำกับดูแลล้งและผู้ประกอบการต่างชาติให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมและเสถียรภาพด้านราคา
ส่วน เกษตรยั่งยืน จะเดินหน้าสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยอัตลักษณ์และการสร้างแบรนด์ แปรรูปผลไม้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง สอดคล้องความต้องการตลาดทั้งในและต่างประเทศ มุ่งสู่เกษตรคาร์บอนต่ำ การผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และใช้กลไก Trading Firm/Distributor เจาะตลาดใหม่”
“ปีนี้เราไม่ได้มุ่งเพียงการระบายผลผลิตตามฤดูกาล แต่กำลังวางระบบบริหารจัดการทั้งโครงสร้าง เพื่อให้ปริมาณสอดคล้องกับตลาด ยกระดับคุณภาพ เพิ่มมูลค่า และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน” ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ กล่าว