ในปี 2568 โครงสร้างการส่งออกของไทยมีการเชื่อมโยงกับตลาดหลักอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง โดย 5 ตลาดสำคัญ ได้แก่ สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น อินเดีย และมาเลเซีย มีสัดส่วนรวม 48.6% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด สูงขึ้นจาก 38.8% ในปี 2559 และเฉพาะ 3 อันดับแรกมีสัดส่วนเพิ่มจาก 31.9% เป็น 40.0% ยืนยันความสัมพันธ์ทางการค้าที่แน่นแฟ้นกับตลาดขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการต่อยอดกลยุทธ์กระจายตลาด จากการวิเคราะห์โอกาสเชิงโครงสร้างผ่านตัวชี้วัดด้านความสำคัญทางเศรษฐกิจ ความผันผวนของมูลค่าและสัดส่วน และระดับการกระจุกตัวของสินค้า พบว่าสินค้าส่งออกสำคัญ 35 รายการ ส่วนใหญ่อยู่ในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะสินค้าเครื่องจักรกล ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์
ขณะที่เมื่อพิจารณาความผันผวนด้านมูลค่า พบว่าสินค้ากว่าครึ่งมีการเปลี่ยนแปลงในระดับปานกลางถึงสูง ซึ่งชี้ให้เห็นโอกาสในการพัฒนาความยืดหยุ่นต่อวัฏจักรเศรษฐกิจและปัจจัยภายนอก อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงด้านสัดส่วน ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับต่ำ บ่งชี้ว่าโครงสร้างสินค้าหลักยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ในมิติการกระจายตัว พบว่าสินค้าเกือบสองในสามยังมีพื้นที่เติบโตในตลาดใหม่อีกมาก ทั้งนี้ เมื่อจำแนกตามระดับความพร้อมในการพัฒนา พบว่าสินค้าส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มที่มีเสถียรภาพและกลุ่มที่พร้อมยกระดับ
ขณะที่สินค้าในกลุ่มที่มีศักยภาพสูงสุดในการเร่งพัฒนา ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ซึ่งมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 10.2% ต่อปี และในปี 2568 มีมูลค่า 40,103.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 11.8% ของการส่งออกทั้งหมด โดยมีฐานตลาดหลัก 5 ประเทศสูงถึง 77.7% และมีฐานตลาดสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งถึงกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าทั้งหมด โครงสร้างดังกล่าวสะท้อนความสำเร็จด้านการปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่ และยังชี้ให้เห็นโอกาสในการกระจายตลาดเพื่อขยายฐานการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะหากเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านมาตรการทางการค้าหรือพลวัตทางเทคโนโลยีระหว่างประเทศมหาอำนาจ
นายนันทพงษ์ กล่าวเสริมว่า ในโลกยุค Extreme Polarization ประเทศขนาดกลางอย่างไทยกำลังเผชิญแรงกดดันให้กำหนดจุดยืนเชิงนโยบายท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งส่งผลให้พื้นที่เชิงนโยบาย (policy space) มีแนวโน้มต้องการการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์มากขึ้น การเข้าถึงเทคโนโลยี เงินทุน และตลาดระหว่างประเทศจึงเป็นโอกาสที่ต้องสร้างเงื่อนไขที่เหมาะสมในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ การบริหารความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจจึงต้องอาศัยความสมดุลและความรอบคอบมากกว่าที่ผ่านมา ภายใต้บริบทดังกล่าว ไทยจำเป็นต้องดำเนินยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นและยกระดับโครงสร้างเชิงโครงสร้างของการส่งออก โดยมุ่งขยายโอกาสทั้งด้านตลาดและสินค้าให้หลากหลาย สร้างความเชื่อมโยงกับตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ พร้อมยกระดับมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่การผลิตและส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานและขีดความสามารถของผู้ประกอบการให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมอนาคต
นอกจากนี้ ควรเร่งเจรจาและใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมติดตามและประเมินโอกาสจากพลวัตมาตรการทางการค้าและการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาดุลยภาพทางเศรษฐกิจระหว่างมหาอำนาจ และทำให้การส่งออกยังคงเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว