"...ประเด็นเรื่องวิธีการเลือก กรณีให้ประชาชนมาสมัครแล้วมาเลือกจะมีช่องทางในการทุจริตหรือสมยอมกันได้ง่ายหรือไม่นั้น ได้พยายามคิดวิธีการต่างๆ เพื่อไม่ให้สมยอมกันได้ง่าย โดยใช้วิธีจับสลาก วิธีไขว้ วิธีเลือกจำกัดจำนวนเพื่อที่จะให้แตกกระจายออกไป ซึ่งหากสมยอมกันก็จะสมยอมกันไม่ได้ตลอด" ส่วนหนึ่งในการอภิปรายของอาจารย์มีชัย
แม้จะเป็นไปด้วยความประสงค์ดีก็ตาม แต่ปรากฏว่ากติกาที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้ออกแบบไว้เมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว กำลังสร้างความคลุมเครือที่อาจทำให้การเลือก ส.ว. ในครั้งนี้ถูกตีกรอบถึงขั้นกลายเป็นแดนสนธยาที่ประชาชนยากต่อการเข้าถึงและเข้าไปมีส่วนร่วมตามหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย รวมไปถึงการส่งผลให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยที่วุฒิสภากลายเป็นหนึ่งในต้นเหตุของวิกฤตการเมืองอีกครั้ง
เรื่องแรกที่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุด คือ การบล็อกโหวต โดยตอนนี้เริ่มมีการมองว่ารูปแบบการเลือกไขว้และการแบ่งกลุ่มอาชีพ อาจเป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงได้ ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่เพิ่งมาพูดกัน เพราะเมื่อครั้งที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. .... เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2560 บรรดาสมาชิกสนช. หลายคนที่เป็น ส.ว. ตามบทเฉพาะกาลในปัจจุบันก็ได้เคยอภิปรายโต้เถียงคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญมาแล้ว
ยกตัวอย่างเช่น 'กล้านรงค์ จันทิก' สมาชิก สนช. ในเวลานั้นที่ปัจจุบันเป็น ส.ว. ได้อภิปรายว่า "จังหวัดในประเทศไทยมีจำนวนอำเภอแตกต่างกันและปัจจุบันพรรคการเมืองต่างๆ มีผู้แทนพรรคและมีความสามารถในการควบคุมฐานเสียงในอำเภอต่างๆ ประกอบกับ ผู้ลงสมัครรับเลือกคงมิใช่ประชาชนทั่วไป แต่ต้องเป็นบุคคลที่มีเป้าหมายอย่างใดอย่างหนึ่งในการสมัคร ซึ่งกระบวนการเลือกนี้ มีข้อสังเกตว่ายังทำให้เกิดการบล็อกโหวตและการซื้อได้ง่าย ดังเช่นตัวอย่าง สมัยการเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ซึ่งเลือกกันเองจากสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ พ.ศ.2549"
หรือจะเป็นการอภิปรายท้วงติงในทำนองเดียวกันของ 'สมชาย แสวงการ' สมาชิกสนช.หลายสมัยที่ยังคงเป็น ส.ว.จนถึงทุกวันนี้ โดยระบุว่า "คาดว่าจะนำไปสู่การที่พรรคการเมืองจะส่งบุคคลลงสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งพรรคการเมืองต่างๆ มีศักยภาพในการส่งคนจำนวน 100-300 คนลงสมัครรับเลือกและควบคุมการเลือกได้ตั้งแต่ระดับอำเภอ ภายใต้งบประมาณจำนวน 5,000 ล้านบาท"
กติกาจุกจิก-คลุมเครือ-ประชาชนไม่มีส่วนร่วม
จากกฎหมายแม่บทเกี่ยวกับการเลือก ส.ว. ที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงว่า ส.ว. จะขาดความเป็นกลางเพราะถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้กฎหมายลำดับรองลงมา ได้กำหนดกติกาที่ตึงกับผู้สมัคร ส.ว. จนนำมาสู่ความไม่ชัดเจนและเกิดความคลุมเครือในการตีความให้คุณหรือให้โทษ ซึ่งจะนำไปสู่ทำลายการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งๆ ที่เป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญของประชาธิปไตย โดยพอที่จะสรุปถึงปัญหาของกติกาในการได้มาซึ่ง ส.ว. พอสังเขปได้ดังนี้
1. ความเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยของ ส.ว. เป็นคำถามตัวใหญ่ที่หลายฝ่ายกำลังสงสัย เนื่องจากการแบ่งกลุ่มอาชีพจำนวน 20 กลุ่มตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ นั้นแอบแฝงถึงความไม่เป็นธรรมพอสมควร เช่น มาตรา 11 (8) ที่ไปกำหนดให้ผู้ประกอบอาชีพด้านสิ่งแวดลอม ผังเมือง อสังหาริมทรัพย์และสาธารณูปโภค ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน มารวมไว้ในกลุ่มด้วยกัน หรือเรียกอีกอย่าง คือ การจับเอ็นจีโอกับนายทุนมาไว้รวมกัน ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วนายทุนถือเป็นกลุ่มคนที่มีกำลังทางเศรษฐกิจมากกว่า และหากนายทุนลงมาสมัครเป็นจำนวนมาก ก็เป็นไปได้ที่จะได้ ส.ว.จากกลุ่มอาชีพตามมาตรานี้จากนายทุนมากที่สุด เพราะพวกนายทุนย่อมต้องเลือกคนในแวดวงเดียวกัน โดยเรื่องนี้ก็เป็นประเด็นสำคัญไม่แพ้กับการพยายามแทรกแซงของฝ่ายการเมือง
2. ความหยุมหยิมของ กกต. ที่กระทบต่อหลักประชาธิปไตย เมื่อไม่นานมานี้ กกต. ได้ออกระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 ซึ่งมีข้อห้ามหลายประการที่จะบังคับใช้กับผู้สมัคร ส.ว. ทันทีนับตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือก ส.ว. มีผลบังคับใช้ เช่น การห้ามไม่ให้ผู้สมัคร ส.ว. สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชน ทั้งที่รัฐธรรมนูญก็รับรองสิทธิเสรีภาพในการพูดและการแสดงความคิดเห็น
ไม่ต่างกับกรณีห้ามไม่ให้ผู้ประกอบอาชีพทางสื่อมวลชน ใช้ความสามารถเพื่อเอื้อประโยชน์ในการแนะนำตัว ก็เป็นประเด็นที่คลุมเครือเช่นกัน เพราะหมายความว่าถ้าผู้ประกอบอาชีพสื่อสารมวลชนลงสมัคร ส.ว. แล้ว เท่ากับว่าต้องพ้นจากวิชาชีพของตัวเองมาก่อนหรือไม่ ซึ่งหากต้องละทิ้งอาชีพของตัวเองเพื่อมาสมัคร ส.ว. จะเป็นการลิดรอนเสรีภาพในการประกอบอาชีพหรือไม่
ประเด็นเหล่านี้ กกต. ก็ยังไม่ได้ให้ความกระจ่างมากนัก นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงการห้ามไม่ให้แจกเอกสารแนะนำตัวในที่สาธารณะ เท่ากับว่าจะมีแต่เฉพาะผู้สมัครด้วยกันเท่านั้นที่จะรู้ว่าใครเป็นใครในการสมัคร ส.ว. รอบนี้ ก่อให้เกิดคำถามในเชิงหลักการการเลือก ส.ว. แม้กฎหมายจะกำหนดให้เฉพาะผู้สมัคร ส.ว. เท่านั้นที่มีสิทธิลงคะแนนหรือเป็น Voter แต่ประชาชนคนนอกที่มอบอำนาจอธิปไตยด้านนิติบัญญัติให้กับ ส.ว. กลับไม่มีสิทธิรู้จักที่มาที่ไปของผู้สมัคร ส.ว. เลย
เมื่อการออกแบบวุฒิสภาเกิดขึ้นมาจากความหวาดระแวง ความกลัวฝ่ายการเมืองมากเกินไป จนทำให้ไม่กล้าที่จะไว้ใจประชาชน จึงเป็นสาเหตุให้ที่สุดการเลือก ส.ว. ครั้งนี้ถูกจำกัดวงและถูกเล่นแร่แปรธาตุด้วยกฎหมาย นำมาซึ่งการสร้างดินสนธยาขึ้นมาอย่างที่เห็น แล้วแบบนี้จะเรียก ส.ว. ชุดต่อไปว่าเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยได้อย่างไร