เนชั่นทีวี

Nation Story

WORLD: เสียงเพรียกหาจากหลังลูกกรงเหล็กในอิหร่าน

17 ต.ค. 2569 | กองบรรณาธิการ Nation STORY

WORLD: เสียงเพรียกหาจากหลังลูกกรงเหล็กในอิหร่าน

ในขณะที่อิหร่านกำลังเผชิญกับภาวะสงคราม อีกด้านหนึ่งกลับมีเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้นจากหลังลูกกรงเหล็ก เมื่อหญิงสาววัย 23 ปีคนหนึ่งกำลังเผชิญโทษประหารชีวิต เพียงเพราะข้อความที่เธอโพสต์บนโซเชียลมีเดีย คำถามคือ ข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด ควรแลกด้วยชีวิตคนคนหนึ่งหรือไม่?

เรื่องราวของ นัจเมห์ อามินี (Najmeh Amini) นักศึกษาสาขาการบัญชีวัย 23 ปีชาวอิหร่าน กำลังกลายเป็นประเด็นที่สังคมโลกจับตา เธอถูกตัดสินประหารชีวิตในข้อหา "ดูหมิ่นศาสนา" (blasphemy) หรือที่เรียกในกฎหมายอิหร่านว่า "ซับ อัล-นาบี" (sab ol-nabi) จากการโพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์

 

เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดดๆ เพราะองค์กร Human Rights Activists in Iran (HRAI) ซึ่งมีฐานอยู่ในสหรัฐฯ ออกมาเตือนว่า รัฐบาลอิหร่านกำลังเพิ่มการใช้โทษประหารชีวิตเพื่อปราบปรามผู้เห็นต่าง และในปีนี้มีการประหารชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 600 ราย

 

แล้วอามินีถูกจับกุมได้อย่างไร?

 

ปัจจุบันเธอถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำวาคิลอาบาด (Vakilabad) ในเมืองมาชฮัด ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ โทษที่เธอได้รับมาจากคดีความแยกกันสองคดี พิพากษาโดยศาลปฏิวัติและศาลอาญา

แหล่งข่าวใกล้ชิดครอบครัวเปิดเผยว่า เธอถูกกองกำลังความมั่นคงจับกุมระหว่างเหตุการณ์ประท้วงทั่วประเทศเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลปราบปรามอย่างรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตหลายพันคน ขณะที่สำนักข่าว Hrana ของกลุ่ม HRAI ระบุว่ามีผู้ถูกจับกุมมากกว่า 50,000 คน

 

แหล่งข่าวยังอ้างว่า การจับกุมเกิดขึ้นหลังตำรวจไซเบอร์ของอิหร่าน (Fata) ตรวจพบเนื้อหาบนโลกออนไลน์ แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยเนื้อหาที่แน่ชัดของโพสต์ดังกล่าวต่อสาธารณะ

 

เมื่อคนที่ถูกตัดสินให้ตาย ยังขอเพียง "เสียง" จากเรา

 

ในบันทึกเสียงที่เผยแพร่เมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งเชื่อว่าเป็นเสียงของอามินี เธอเรียกร้องให้นานาชาติเข้ามาแทรกแซง โดยขอให้องค์การสหประชาชาติ (UN) ทนายความ และกลุ่มสิทธิมนุษยชนต่างๆ เข้ามาตรวจสอบคดีของเธอ

 

"วันนี้ ฉันไม่ได้ต้องการยกย่องตัวเองให้เป็นวีรสตรี ฉันต้องการเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น คือขอให้พวกคุณเป็นกระบอกเสียงให้ฉัน" .... "ฉันเป็นเด็กสาวผู้บริสุทธิ์ ที่มีความหวังและความฝันมากมาย ฉันมีพ่อแม่ที่กำลังรอคอยอยู่ มีครอบครัวที่ต้องใช้เวลาตลอดทั้งคืนไปจนถึงเช้าด้วยความหวาดกลัวว่าจะสูญเสียฉันไป"

ถ้อยคำเหล่านี้สะท้อนอะไรบางอย่างที่เราทุกคนเข้าใจได้ดี นั่นคือความรักของพ่อแม่และครอบครัว แต่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ นี่เป็นเพียงกรณีเดียว หรือเป็นสัญญาณของแนวโน้มที่น่ากังวลกว่า?

 

เสียงเตือนจากองค์กรสิทธิมนุษยชน

 

กลุ่มสิทธิมนุษยชนเตือนว่า ทางการอิหร่านกำลังใช้โทษประหารชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อสร้างความหวาดกลัวและปราบปรามผู้เห็นต่าง ข้อมูลจากองค์กร Iran Human Rights (IHRNGO) ซึ่งมีฐานปฏิบัติการอยู่ในกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ ระบุว่า ในปีนี้มีการประหารชีวิตไปแล้วกว่า 600 ราย

 

มาห์มูด อามิรี-โมกาดดัม ผู้อำนวยการ IHRNGO มองว่ากรณีของอามินีควรถูกมองเป็นคำเตือนที่ร้ายแรง "การตัดสินประหารชีวิตหญิงสาวคนหนึ่ง จากสิ่งที่เธอโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ เสี่ยงที่จะทำให้การใช้โทษประหารชีวิตเพื่อจัดการกับการแสดงออกอย่างสันติกลายเป็นเรื่องปกติ และเป็นการขยายขอบเขตการใช้โทษประหารชีวิตออกไปอีก"

 

เขายังกล่าวเสริมว่า "ทางการอิหร่านกำลังทดสอบระดับความอดทนของประชาคมโลกที่มีต่อโทษประหารชีวิต หากประชาคมโลกไม่ตอบโต้อย่างหนักแน่นในตอนนี้ กรณีเช่นนี้อาจเกิดขึ้นบ่อยครั้งยิ่งขึ้น"

 

กฎหมายว่าไว้อย่างไร และทำไมจึงมีข้อโต้แย้ง?

 

ภายใต้มาตรา 262 ของประมวลกฎหมายอาญาอิสลามของอิหร่าน การดูหมิ่นศาสดามูฮัมหมัดหรือบุคคลสำคัญที่เป็นที่เคารพนับถือในนิกายชีอะห์ มีโทษถึงประหารชีวิต

 

อย่างไรก็ตาม มาตรา 263 ได้กำหนดข้อยกเว้นไว้ สำหรับถ้อยคำที่กล่าวออกมาในขณะมึนเมาหรือไม่ได้มีเจตนาแน่ชัด ซึ่งผู้กระทำความผิดอาจรับโทษเฆี่ยนสูงสุด 74 ครั้งในบางกรณี

 

และนี่คือจุดที่คดีของอามินีน่าสนใจ

 

หนังสือพิมพ์ Khorasan ของอิหร่านรายงานว่า อามินีให้การต่อศาลว่า เธอโพสต์ข้อความเหล่านั้นขณะมีอาการประสาทหลอน หลังกิน "เห็ดเมา" (psychedelic mushrooms) กับกลุ่มเพื่อน และเหตุการณ์นี้เป็นเพียงการ "พลั้งปาก" เท่านั้น

 

แต่ผู้พิพากษาไม่ยอมรับข้อโต้แย้งของจำเลย และตั้งคำถามว่า "เหตุใดในขณะที่อยู่ในสภาวะประสาทหลอนเช่นนั้น คุณถึงไม่ไปดูหมิ่นบุคคลอื่น หรือศัตรูของระบอบการปกครอง เช่น สหรัฐอเมริกา หรืออิสราเอลบ้างล่ะ"

 

เส้นทางต่อไป ยังไม่ถึงจุดสิ้นสุด

 

ข่าวดีเล็กๆ ท่ามกลางเรื่องราวที่หนักอึ้งคือ คำตัดสินประหารชีวิตของอามินียังไม่ถือเป็นที่สิ้นสุด และยังสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุดของอิหร่านได้ ซึ่งหมายความว่ายังมีโอกาสที่ผลของคดีจะเปลี่ยนไป และแรงสนับสนุนจากประชาคมโลกอาจมีส่วนสำคัญในจังหวะนี้

 

ขณะเดียวกันก็มีรายงานว่า ฝ่ายนิติบัญญัติของอิหร่านกำลังผลักดันให้การติดต่อสื่อสารกับสื่อต่างชาติทุกรูปแบบกลายเป็นความผิดทางอาญา รวมถึงการโพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ที่ถูกมองว่าได้รับเงินทุนจากต่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้พื้นที่การแสดงความคิดเห็นของประชาชนยิ่งแคบลง

 

แล้วคุณล่ะ มองเรื่องนี้อย่างไร?

 

เสรีภาพในการแสดงออกกับกฎหมายทางศาสนา ควรมีเส้นแบ่งตรงไหน และโทษที่รุนแรงถึงชีวิตสมควรใช้กับการโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียหรือไม่ หากเสียงจากประชาคมโลกช่วยเปลี่ยนชะตากรรมของหญิงสาวคนหนึ่งได้ เราจะช่วยกันส่งต่อเสียงนั้นอย่างไร

ข่าวล่าสุด