เนชั่นทีวี

Nation Story

WORLD: จีนเร่งสร้าง Data Centers "จะยิ่งใหญ่ไม่ได้ ถ้าไม่ใช่ที่หนึ่ง"

14 ต.ค. 2569 | NATESAIY

WORLD: จีนเร่งสร้าง Data Centers "จะยิ่งใหญ่ไม่ได้ ถ้าไม่ใช่ที่หนึ่ง"

จีนรู้ดีว่ายังตามหลังสหรัฐฯ ในด้านเทคโนโลยี AI แต่ขณะที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญปัญหาและแรงต้านเรื่องการสร้าง data centers จีนกลับเดินหน้าสร้างอย่างรวดเร็วแบบไม่รอใคร

ลองจินตนาการเมืองเล็กๆ กลางทุ่งราบสลับเนินเขา ที่มีประชากรไม่ถึงสองล้านคน แต่กำลังจะมีศูนย์ข้อมูลขนาดมหึมาผุดขึ้นเกือบ 90 แห่ง นี่ไม่ใช่ฉากในหนังไซไฟ แต่เป็นเรื่องจริงที่กำลังเกิดขึ้นที่เมือง "อูลันคาบ" หรือ "อูหลานฉาปู้" ในมองโกเลียในของจีน

ที่นี่เต็มไปด้วยอาคาร data centers ที่ทั้งสร้างเสร็จแล้วและกำลังก่อสร้าง ตั้งตระหง่านเรียงรายต่อเนื่องกันท่ามกลางทะเลทรายโกบี บนตัวอาคารปรากฏชื่อบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีน ทั้ง Huawei ยักษ์ใหญ่ด้านฮาร์ดแวร์, Kuaishou แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียชื่อดัง และ VNET ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน ที่มารวมตัวกันจนพื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความคึกคักตลอดเวลา

คำถามคือ ทำไมจีนถึงเลือกทุ่มเงินมหาศาลสร้างศูนย์ข้อมูลในเมืองที่หลายคนอาจไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน?


🔵 [ตามหลังแต่ไม่ยอมแพ้]


ต้องยอมรับตรงๆ ว่าในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จีนยังตามหลังสหรัฐอเมริกาอยู่พอสมควร งานวิจัยจาก Stanford University ระบุว่า เมื่อปีที่แล้วสหรัฐฯ มีจำนวน data centers สำหรับ AI มากกว่าจีนถึงราว 10 เท่า แถมบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ยังมีสิ่งที่บริษัทจีนยังเข้าไม่ถึง นั่นคือชิปประมวลผลที่ล้ำสมัยที่สุด ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา AI

แต่ถึงจะตามหลัง จีนก็ยังเป็นคู่แข่งเพียงรายเดียว "ที่สมน้ำสมเนื้อ" กับสหรัฐฯ ในสนามนี้ และกำลังเร่งไล่ตามด้วยจุดแข็งที่สหรัฐฯ ไม่มี

แล้วจุดแข็งนั้นคืออะไร?

🔵 [ความเร็วที่สหรัฐฯ ก็อาจอิจฉา]


นิคมอุตสาหกรรมบายิน (Bayin Big Data Industrial Park) ในอูลันคาบ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด พื้นที่ส่วนใหญ่ของนิคมแห่งนี้สร้างเสร็จภายในเวลาเพียง 2 ปี ซึ่งเป็นความเร็วที่พิสูจน์ให้เห็นศักยภาพการก่อสร้างระดับประเทศของจีน

เบื้องหลังความเร็วนี้มาจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งพลังงานสะอาดราคาถูกจากแสงแดดเจิดจ้าในพื้นที่ ที่ดินที่มีเหลือเฟือ และที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ระบบการปกครองที่ทำให้แทบไม่มีแรงต้านจากสาธารณชนต่อการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ต่างจากในสหรัฐฯ ที่เรื่องนี้กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนแรง มีทั้งการประท้วงและข้อถกเถียงเรื่องผลกระทบต่อชุมชน

ภายในนิคมบายิน คนงานก่อสร้างจำนวนมากต้องสแกนใบหน้าผ่านเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก่อนเข้าพื้นที่ รถบรรทุกวิ่งขนวัสดุไปมาไม่หยุด สะท้อนภาพความเร่งรีบที่เกิดขึ้นจริง

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ คนในพื้นที่คิดอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้?
 


🔵 [เมื่อหมู่บ้านเกษตรกรรมกลายเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยี]


ชาวบ้านในพื้นที่แทบไม่ใส่ใจต่อเสียงอึกทึกจากการก่อสร้าง เพราะพวกเขากำลังได้รับประโยชน์จากโครงการเหล่านี้โดยตรง การหลั่งไหลเข้ามาของแรงงานก่อสร้างต่างถิ่น ทำให้พื้นที่ที่เดิมพึ่งพาภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากที่เคยนั่งรอลูกค้าเงียบๆ กลายเป็นต้องวุ่นวายรับออเดอร์กันมือเป็นระวิง

นี่คือภาพสะท้อนเล็กๆ ของวิสัยทัศน์ใหญ่ที่รัฐบาลจีนวางไว้ นั่นคือการมอง AI เป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว พร้อมแก้ปัญหาประชากรที่ลดลงของประเทศ

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เคยกล่าวในการประชุมปัญญาประดิษฐ์ระดับโลกที่เซี่ยงไฮ้ เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาว่า "จีนเปิดรับ AI ด้วยความยินดี" พร้อมยกย่องการนำ AI มาใช้ตั้งแต่ภาคสุขภาพไปจนถึงสินค้าในครัวเรือน และการฝัง AI เข้าไปในภาคการผลิตว่าเป็น "สัญลักษณ์ที่โดดเด่นของการพัฒนาประเทศ"

ตัวเลขที่น่าตกใจคือ ปัจจุบันมีผู้ใช้ AI ในจีนมากกว่า 700 ล้านคนแล้ว นี่คือขนาดตลาดที่ใหญ่มากพอจะผลักดันให้การลงทุนด้านนี้เดินหน้าต่อไปไม่หยุด
 


🔵 [เดิมพันระดับประเทศที่ไม่มีทางถอย]


เมื่อเดือนที่ผ่านมา จีนประกาศแผนลงทุนมหาศาลถึง 560,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการประมวลผลในอีก 5 ปีข้างหน้า ขณะเดียวกันบริษัทเทคโนโลยีเอกชนของจีนเองก็เพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างต่อเนื่อง แม้จะยังตามหลังบริษัทในซิลิคอน แวลลีย์อยู่มากก็ตาม

ตัวเลขระดับแสนล้านดอลลาร์นี้บอกอะไรเราได้บ้าง? มันบอกว่าจีนไม่ได้มองการแข่งขัน AI เป็นแค่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของศักดิ์ศรีและอนาคตทางเศรษฐกิจระดับชาติ

การแข่งขันด้าน AI ระหว่างสองมหาอำนาจครั้งนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องแล็บหรือบอร์ดประชุมบริษัทเทคโนโลยีเท่านั้น แต่กำลังขยายไปสู่การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลก ตั้งแต่การจ้างงาน ห่วงโซ่อุปทานพลังงาน ไปจนถึงทิศทางของอุตสาหกรรมในทศวรรษหน้า

และหากมองกลับมาที่ตัวเรา คนทำงานในยุคที่ AI กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้ คำถามที่น่าคิดต่อคือ การแข่งขันระดับโลกที่ว่า "จะยิ่งใหญ่ไม่ได้ ถ้าไม่ใช่ที่หนึ่ง" จะส่งผลกระทบต่อชีวิตการทำงานและโอกาสของพวกเราอย่างไรในอีก 5-10 ปีข้างหน้า? ประเทศไทยควรเตรียมตัวรับมือกับกระแส AI และการลงทุน data centers ระดับภูมิภาคนี้อย่างไรบ้าง?

ข่าวล่าสุด