เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY : ช็อกโลก! ชิ้นส่วน F-35 หลุดโผล่ฮ่องกง สหรัฐฯ ผวาจีนล้วงความลับซ้ำรอย EP-3

28 ก.ย. 2569 | กองบรรณาธิการ Nation STORY

STORY : ช็อกโลก! ชิ้นส่วน F-35 หลุดโผล่ฮ่องกง สหรัฐฯ ผวาจีนล้วงความลับซ้ำรอย EP-3

เกิดเหตุสะเทือนวงการความมั่นคง เมื่อชิ้นส่วนสำคัญของเครื่องบินรบ F-35 ถูกส่งเปลี่ยนเส้นทางอย่างปริศนาไปโผล่ที่ "ฮ่องกง" ระหว่างการขนส่งจากออสเตรเลียไปยังสหรัฐฯ ส่งผลให้ความลับระดับท็อปอาจตกไปอยู่ในมือจีน คล้ายกับฝันร้ายในอดีตสมัยเหตุการณ์เครื่องบินสอดแนม EP-3 เฉี่ยวชนและต้องลงจอดฉุกเฉินที่ไห่หนาน

รายงานจาก "The War Zone" (TWZ) และ Bloomberg ระบุตรงกันว่า ชิ้นส่วนสำคัญของเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 อย่าง "F-35 Lightning II" ได้แก่ ฝาครอบห้องนักบิน (Canopy) และ ประตูช่องเก็บอาวุธ (Weapons-bay door) ถูกส่งไปยังฮ่องกงอย่างผิดปกติ ระหว่างอยู่บนเส้นทางขนส่งจากออสเตรเลียเพื่อกลับไปซ่อมแซมที่สหรัฐฯ

 

🔵 [แจ็กพอตทางเทคโนโลยีที่จีนได้ไปเต็มๆ]

รายงานกระฉ่อนโลกครั้งนี้ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ทางการจีนได้รับ "ชิ้นส่วนโครงสร้างจริง" ของเครื่องบิน Stealth ระดับท็อป ซึ่งประกอบด้วย

▪️ วัสดุเคลือบดูดซับคลื่นเรดาร์ (RAM)

▪️ เทคโนโลยีรอยต่อ (Joint Technology)

▪️ งานประกอบเพื่อลดการตรวจจับ

 

นี่คือ "ข้อมูลเชิงลึกทางกายภาพ" ล้ำค่า ที่มหาอำนาจไม่สามารถหาได้จากภาพถ่ายดาวเทียม หรือแม้แต่การจารกรรมทางไซเบอร์

ทางด้าน TWZ และผู้เชี่ยวชาญด้านกลาโหมประเมินว่า จีนอาจไม่ได้มีความจำเป็นต้องพึ่งพาชิ้นส่วนเหล่านี้เพื่อนำไปพัฒนาระบบการบินหลัก เนื่องจากจีนมีโครงการเครื่องบินรบไร้หางยุคใหม่ เช่น J-36 และ J-XDS ที่กำลังเดินหน้าทดสอบการบินอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทางการจีนจะได้ไปแน่ๆ คือ "ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโครงสร้างการผลิตและคุณสมบัติของวัสดุขั้นสูง"

 

🔵 [ผวาซ้ำรอยจารกรรม และดีลยักษ์กับซาอุฯ]

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดของสหรัฐฯ เพราะหากย้อนไปในปี 2557 อัยการสหรัฐฯ เคยดำเนินคดีกับ นายซู ปิน (Su Bin) นักธุรกิจชาวจีน ในข้อหาสมคบคิดกับแฮกเกอร์เจาะระบบเพื่อขโมยข้อมูล F-35 และ F-22 มาแล้ว

 

นอกจากนี้ การหลุดของชิ้นส่วนยังสร้างความกังวลให้แก่ฝ่ายข่าวกรองสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นไปอีก เนื่องจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เพิ่งอนุมัติโครงการขาย F-35 จำนวน 48 ลำ พร้อมแพ็กเกจอุปกรณ์มูลค่ากว่า 24,300 ล้านดอลลาร์ ให้แก่ "ซาอุดีอาระเบีย" ซึ่งเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ด้านเทคโนโลยีและการทหารใกล้ชิดกับจีนอย่างต่อเนื่อง

 

ล่าสุด กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) และทางการออสเตรเลีย ได้เปิดการสอบสวนหาสาเหตุของการส่งเปลี่ยนเส้นทางปริศนาในครั้งนี้อย่างเร่งด่วนแล้ว

🔵 [ย้อนรอยฝันร้าย "ไห่หนาน" บทเรียนที่สหรัฐฯ ไม่เคยลืม]

ความผิดพลาดครั้งนี้ ทำให้วงการทหารย้อนนึกไปถึงเหตุการณ์สะเทือนโลกเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2001 เมื่อเครื่องบินลาดตระเวนและสอดแนม EP-3 Aries II ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ถูกสกัดกั้นโดยเครื่องบินขับไล่ J-8II ของกองทัพจีนเหนือทะเลจีนใต้

 

เหตุการณ์บานปลายจนเกิดการเฉี่ยวชนกันกลางอากาศ ส่งผลให้เครื่องบินจีนตกและนักบินจีน (หวัง เหว่ย) เสียชีวิต ส่วนเครื่องบิน EP-3 ของสหรัฐฯ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก

 

นักบินสหรัฐฯ ตัดสินใจนำเครื่องบินร่อนลงจอดฉุกเฉินที่ "ฐานทัพอากาศหลิงสุ่ย" บนเกาะไห่หนาน (ไหหลำ) ของจีนโดยไม่ได้รับอนุญาตล่วงหน้า เพื่อรักษาชีวิตลูกเรือทั้ง 24 คน ก่อนที่ทางการจีนจะบุกควบคุมตัวลูกเรือไว้ทั้งหมดเพื่อสอบสวนเป็นเวลาถึง 11 วัน

 

รัฐบาลสหรัฐฯ ในยุคของอดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ต้องออกแถลงการณ์ด้วยคำว่า "เสียใจอย่างยิ่ง" (Letter of Two Sorries) ต่อการเสียชีวิตของนักบินจีน ทางการจีนจึงยอมปล่อยตัวลูกเรือทั้งหมดกลับประเทศ

 

เหตุการณ์นั้นนอกจากจะสร้างความตึงเครียดทางการทูตครั้งใหญ่แล้ว สหรัฐฯ ยังต้องสูญเสียข้อมูลลับทางเทคโนโลยีการดักฟังบนเครื่องบิน EP-3 ให้จีนเข้าไปตรวจสอบและชำแหละอย่างละเอียด ก่อนที่จีนจะส่งคืน "ซากเครื่องบิน" ที่ถูกถอดประกอบกลับไปในภายหลัง

 

การที่ชิ้นส่วนเครื่องบินรบยุคที่ 5 หลุดไปไกลถึงฮ่องกงระหว่างการขนส่ง จึงนำมาสู่คำถามสำคัญว่า เรื่องนี้เป็นเพียงความผิดพลาดของระบบโลจิสติกส์ทั่วไป หรือแท้จริงแล้วคือหนึ่งในปฏิบัติการใต้ดินที่แนบเนียนที่สุดของมหาอำนาจกันแน่?

ข่าวล่าสุด