ARTICLE : พลัง Gen Z เวียดนาม ปลุกคดี บิ๊กการเมือง ขับรถชนสาวดับ
20 ส.ค. 2569 | กองบรรณาธิการ Nation STORY

ดอกไม้แห่งความยุติธรรม: เมื่อพลัง Gen Z ปลุกคดีขับรถชนคนตายของ "บิ๊กการเมืองเวียดนาม" ให้ฟื้นคืนชีพ
Nation Story
20 ส.ค. 2569 | กองบรรณาธิการ Nation STORY

ดอกไม้แห่งความยุติธรรม: เมื่อพลัง Gen Z ปลุกคดีขับรถชนคนตายของ "บิ๊กการเมืองเวียดนาม" ให้ฟื้นคืนชีพ
ในประเทศที่การประท้วงเป็นเรื่องต้องห้าม และอุบัติเหตุบนท้องถนนถูกทำให้กลายเป็นแค่เรื่องปกติ แต่สำหรับคดีที่อดีตนักการเมืองระดับสูงขับรถชนเด็กสาววัย 18 เสียชีวิตแล้วเรื่องเงียบหายไปนานนับปี กลับถูกทวงถามความยุติธรรมอีกครั้ง...โดยฝีมือของ "คนรุ่น Gen Z" ที่ใช้โซเชียลมีเดียเป็นอาวุธ จนสั่นสะเทือนไปถึงสถานีโทรทัศน์แห่งชาติและกระทรวงความมั่นคง!
เกิดปรากฏการณ์ที่หาชมได้ยากยิ่งในสังคมการเมืองของเวียดนาม เมื่อสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ (VTV) ต้องตัดสินใจใช้เวลาช่วงไพรม์ไทม์ถึง 6 นาทีเต็ม ในวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อรายงานชี้แจงคดีอุบัติเหตุทางถนนที่เกิดขึ้นเมื่อกว่าหนึ่งปีที่แล้ว หลังจากถูกกดดันอย่างหนักจากแคมเปญบนโลกออนไลน์ที่นำโดยเยาวชนคนรุ่นใหม่ จนกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในช่วงก่อนถึง "วันชาติเวียดนาม" (12 กันยายน) ที่กำลังจะมาถึง
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 (2025) อดีตสมาชิกสภาแห่งชาติเวียดนาม "เหงียน ซี เกือง" (Nguyen Sy Cuong) วัย 64 ปี ได้ขับรถยนต์หรูยี่ห้อ BMW ด้วยความเร็วสูงจนเสียหลักพุ่งข้ามเลน ชนประสานงากับรถจักรยานยนต์ที่พ่อและลูกสาววัย 18 ปี นั่งซ้อนท้ายกันมา
แรงปะทะทำให้ โด ง็อก เฟือง ถุ่ย (Do Ngoc Phuong Thuy) วัยรุ่นหญิงเคราะห์ร้าย ขาขวาขาดและเสียเลือดมาก แม้จะถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล แต่เธอก็เสียชีวิตในอีก 10 วันต่อมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่เธอจะเข้าสอบจบการศึกษาระดับมัธยมปลายเพียงไม่กี่วัน
คดีนี้ถูกส่งให้ตำรวจกรุงฮานอยสอบสวน แต่ข่าวกลับปรากฏบนสื่อท้องถิ่นครั้งสุดท้ายในวันที่ 31 พฤษภาคม (หลังวันเกิดเหตุเพียง 1 วัน) และจมหายไปในความเงียบโดยไม่มีการเปิดเผยข้อมูลใดๆ อีกเลย ท่ามกลางสังคมที่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนกว่า 10,000 คนต่อปี
ความเงียบงันยาวนานกว่า 1 ปี สิ้นสุดลงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อวัยรุ่น Gen Z (อายุราว 10 ปลายๆ ถึง 20 ต้นๆ) เริ่มเปิดแคมเปญทวงความยุติธรรมบนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์ม Threads พร้อมติดแฮชแท็ก #NguyenSyCuong และ #BMW แม้มีรายงานว่าทางการพยายามสกัดกั้นเนื้อหา แต่กลุ่มวัยรุ่นก็หาทางกระจายข้อความผ่าน Facebook, Instagram และ X ได้สำเร็จ
การประท้วงลุกลามสู่โลกความจริง เมื่อวัยรุ่นจำนวนมากสวมหน้ากากอนามัย นำดอกไม้ไปวางไว้อาลัย ณ "ต้นไม้หมายเลข 55" (จุดเกิดเหตุ) จนต้นไม้ต้นนี้ได้รับชื่อบน Google Maps ว่า "ต้นไม้แห่งความยุติธรรม" แม้เจ้าหน้าที่จะรีบมาเก็บกวาดดอกไม้ แต่การไว้อาลัยก็ถูกย้ายไปจัดตั้งบนพื้นที่ "ต้นไม้เสมือนจริง" (Virtual tree) ในโลกออนไลน์ ซึ่งมีผู้คนนับแสนเข้าร่วม
ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับมุมมองของ เจิ่น ดั่ย ลัม (Tran Dai Lam) ทนายความจากสำนักงานกฎหมาย ANVI ในกรุงฮานอย ที่ระบุว่า "เหตุการณ์ต่างๆ จะไม่เลือนหายไปเพียงเพราะมันหลุดจากกระแสหลักของสื่อ ในขณะที่ข้อสงสัยยังคงอยู่ เรื่องราวเหล่านี้สามารถกลับมาเป็นประเด็นได้อีกครั้งอย่างรวดเร็ว เพียงแค่มีรายละเอียดใหม่หรือมีการกล่าวถึงขึ้นมาแม้เพียงเล็กน้อย"
ด้าน เหงียน ฮว่าง วี นักเคลื่อนไหวทางสังคม (และคุณแม่ของเด็ก Gen Z) วิเคราะห์ว่า ผู้เสียชีวิตอยู่ในวัยเดียวกับคนหนุ่มสาวที่ออกมาส่งเสียง พวกเขาจึงเข้าใจความรู้สึกนี้ได้เป็นอย่างดี ความเงียบตลอดหนึ่งปีทำให้ความอดทนสิ้นสุดลง คนรุ่นใหม่ไม่ต้องการแค่คำบอกให้ 'เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม' แต่พวกเขาต้องการเห็นความยุติธรรมเกิดขึ้นจริง
แรงกดดันมหาศาลทำให้สถานี VTV ต้องออกมารายงานชี้แจง โดยอ้างข้อมูลจากตำรวจและอัยการว่า: เหงียน ซี เกือง ผู้ก่อเหตุ ได้รับสารภาพด้วยความจริงใจ และได้เยียวยาครอบครัวผู้เสียหายอย่างเต็มที่ ทำให้ครอบครัวเหยื่อตัดสินใจ "ไม่ดำเนินคดี" และเขาได้รับการยกเว้นความรับผิดทางอาญา ในรายงานยังมีภาพของ โด เวียด ฮุง บิดาของผู้เสียชีวิต ที่กล่าวขอบคุณชาวเน็ต แต่ยืนยันว่าครอบครัวพอใจกับผลการสอบสวน และขอเวลาเริ่มต้นชีวิตใหม่โดยสงบ
ทนายความ เจิ่น ดั่ย ลัม ให้สัมภาษณ์กับ The Straits Times เพิ่มเติมว่า แม้คำชี้แจงนี้จะคลายข้อสงสัยทางกฎหมายได้ แต่ประเด็นสำคัญคือ "ภาวะสุญญากาศทางข่าวสาร" ที่ยืดเยื้อนานกว่าหนึ่งปี "คนรุ่น Gen Z ไม่พอใจง่ายๆ กับคำตอบที่บอกเพียงว่าทำ 'ตามกฎหมาย' พวกเขาต้องการทราบว่าใช้กฎหมายฉบับใด มีการตัดสินใจในรายละเอียดอย่างไร และเหตุใดจึงตัดสินใจเช่นนั้น" ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนชัดเจนเมื่อ หลังจากการรายงานข่าวของ VTV สิ้นสุดลง ยังคงมีการนำดอกไม้ไปวางที่ต้นไม้เสมือนจริง (แม้น้อยลง) และชาวเน็ตบางส่วนยังคงแสดงความไม่พอใจกับคำชี้แจงทางการ
นอกจากนี้ การรวมพลังของคนรุ่นใหม่ยังทำให้ฝ่ายความมั่นคงหวั่นวิตก VTV อ้างคำกล่าวของตำรวจระดับสูงว่า กระทรวงความมั่นคงสาธารณะตรวจพบแผนการของ "กลุ่มอริราชศัตรูและผู้ไม่หวังดี" ที่ใช้เหตุการณ์นี้บังหน้าเพื่อปลุกปั่นความวุ่นวาย ขณะที่กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ฝ่ายรัฐบาลก็เริ่มออกมาเตือนภัยถึงอันตรายของ "การปฏิวัติสี" (Colour Revolutions) และยกตัวอย่างความวุ่นวายในบังกลาเทศ มาปรามคนรุ่นใหม่
แม้นี่ยังคงมีคำถามอีกมากมาย แต่ถือเป็นครั้งแรกที่แคมเปญบนโซเชียลมีเดียซึ่งขับเคลื่อนโดย Gen Z สามารถบีบให้รัฐบาลเวียดนามต้องออกมาตอบสนองได้อย่างเป็นรูปธรรม
ดังที่ เหงียน ฮว่าง วี กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า "ฉันเคยมีภาพจำที่ไม่ค่อยดีนักเกี่ยวกับคนรุ่น Gen Z โดยมองว่ามักเอาแต่ใจและไม่แยแสโลก... แต่ตอนนี้ฉันตระหนักแล้วว่า แท้จริงแล้วพวกเขาไม่ได้เพิกเฉยต่อสังคมเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่พวกเขามีวิธีการมีส่วนร่วมกับประเด็นต่างๆ ที่แตกต่างไปจากคนรุ่นฉันอย่างสิ้นเชิง"