ในทางกลับกัน หากเป็นการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปเข้ามาจำหน่ายโดยไม่มีการลงทุนตั้งโรงงานผลิตในไทย ผู้ประกอบการยังต้องแบกรับอัตราภาษีสรรพสามิตที่สูงกว่า เพื่อป้องกันการเสียเปรียบของฝั่งผู้ลงทุน และกระตุ้นให้เกิดการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจริง
โดยมาตรการรื้อโครงสร้างภาษีสรรพสามิตในครั้งนี้ เปรียบได้กับการ“ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว”ทั้งช่วยกระตุ้นการผลิตในประเทศ รักษาการจ้างงานของแรงงานไทย และทำให้รัฐบาลจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นจากกลุ่มผู้บริโภคที่ยังต้องการใช้รถยนต์นำเข้าสำเร็จรูป
“เรื่องข้อกังวลด้านการจัดเก็บรายได้ แท้จริงแล้วการปรับโครงสร้างครั้งนี้อาจจะทำให้รายได้เราเพิ่มขึ้นด้วย เพราะใครที่อยากจะใช้รถนำเข้าก็จะโดนจัดเก็บภาษีแพงขึ้น แต่ถ้าใช้รถที่ผลิตในประเทศปัจจุบันภาษีก็ถูกมากอยู่แล้ว ผมก็เชื่อว่าอันนี้จะเป็นการ‘ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว’ช่วยด้านการผลิตในประเทศ และการจ้างงานต่าง ๆ” นายเอกนิติ กล่าว
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ความพยายามของอินโดนีเซียในการดึงดูดค่ายรถยนต์ขนาดใหญ่อย่างบริษัท“โตโยต้า” ให้ย้ายฐานการผลิตนั้น อาจเป็นไปได้ยาก จากปัจจัยความเหนียวแน่นของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ระหว่างไทย-ญี่ปุ่น ในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีร่วมกันมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี
ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาดังกล่าว ระบบนิเวศการผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นในไทยขยายตัวอย่างมากทั้งทางกว้าง และทางลึก (Broad & Deep) ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนขั้นพื้นฐานไปจนถึงเทคโนโลยีขั้นสูง สร้างอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด (Barrier to Entry) ทำให้ผู้เล่นอื่นเข้ามาแข่งขันด้วยยาก ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญ
นอกจากนี้ การย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นยังมีปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง เช่น ความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานความเสี่ยงด้านต้นทุน และเสถียรภาพการผลิต ซึ่งเกินกว่าจะตัดสินใจได้โดยง่าย ดังนั้น สศช.จึงมั่นใจว่าไทยยังคงเป็นยุทธศาสตร์หลักที่บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นไว้วางใจในฐานะฐานการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงในอาเซียน
อย่างไรก็ดี ปัญหาในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังมีปัจจัยที่น่าเป็นห่วง โดยในไตรมาส 2 ปี 2569 รถยนต์สันดาปดั้งเดิมมีแนวโน้มสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดต่างประเทศจากมูลค่าการส่งออกรถยนต์นั่งส่วนบุคคลหดตัวรุนแรงถึง 42.4%