STORY: สหรัฐ-อิหร่าน เปิดโต๊ะเจรจาครั้งแรกที่ปากีสถาน หลังสงครามยืดเยื้อ 6 สัปดาห์ ช่องแคบฮอร์มุซ และราคาน้ำมันโลกคือตัวแปรชี้ชะตา
11 เม.ย. 2569

เมื่อสองมหาอำนาจที่ "ไม่ไว้ใจกัน" ต้องนั่งลงคุย — โลกจะได้สันติภาพ หรือแค่ได้หยุดพักก่อนเปิดฉากรบใหม่?
Nation Story
11 เม.ย. 2569

เมื่อสองมหาอำนาจที่ "ไม่ไว้ใจกัน" ต้องนั่งลงคุย — โลกจะได้สันติภาพ หรือแค่ได้หยุดพักก่อนเปิดฉากรบใหม่?
โต๊ะเจรจาที่โลกรอคอยเปิดขึ้นแล้ว เมื่อวันเสาร์ที่ 11 เมษายน 2569 ณ กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน สหรัฐและอิหร่านนั่งลงบนโต๊ะเดียวกันเป็นครั้งแรก หลังจากไฟสงครามที่ลุกโชนมานานกว่า 6 สัปดาห์นับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คร่าชีวิตผู้คนนับพัน ปิดเส้นทางพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก และทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงจนระบบเศรษฐกิจทั่วโลกสั่นคลอน
ฝั่งสหรัฐส่ง รองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ มาเป็นหัวหน้าคณะ พร้อมด้วย สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของทรัมป์ และ จาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของประธานาธิบดี นับเป็นการเยือนปากีสถานของรองประธานาธิบดีสหรัฐครั้งแรกในรอบกว่า 15 ปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าวอชิงตันให้น้ำหนักกับการเจรจาครั้งนี้มากเพียงใด
ฝั่งอิหร่านส่งคณะใหญ่เกือบ 70 คน นำโดย โมฮัมหมัด บาเกอร์ คาลิบัฟ ประธานสภา และ อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง การเมือง และสื่อมวลชน ขนาดของคณะบ่งบอกว่าเตหะรานมองการเจรจานี้ว่ามีความ "อ่อนไหวสูง" และพร้อมรับมือในทุกประเด็น
แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือ — ทั้งสองฝ่ายจะไม่ได้นั่งในห้องเดียวกัน
รูปแบบการเจรจาครั้งนี้เป็นแบบ "indirect talks" คือทั้งสองฝ่ายนั่งแยกห้องกัน มีเจ้าหน้าที่ปากีสถานทำหน้าที่รับ-ส่งสารระหว่างกัน ซึ่งสะท้อนถึงระดับความไม่ไว้วางใจที่ยังคงอยู่
แล้วทำไมต้องเป็นปากีสถาน?
เหตุผลคือปากีสถานเป็นประเทศที่ "ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด" อย่างแท้จริงในสายตาของทั้งสองฝ่าย ไม่มีฐานทัพสหรัฐตั้งอยู่ในดินแดน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นพันธมิตรสำคัญนอกกลุ่มนาโตของวอชิงตันมาตั้งแต่ปี 2547 มีพรมแดนติดกับอิหร่านยาวกว่า 900 กิโลเมตร และมีประชากรมุสลิมชีอะห์มากเป็นอันดับสองของโลก รองจากอิหร่านเอง
จอมพลอาซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการกองทัพบกปากีสถาน คือกุญแจสำคัญในเรื่องนี้ เขาโทรศัพท์ประสานงานกับผู้นำทั้งสองฝ่ายอย่างต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จนนำไปสู่การตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์เมื่อวันอังคารที่ 7 เมษายน และเปิดทางให้เจรจาครั้งนี้เกิดขึ้นได้
🔵[บนโต๊ะมีอะไร — และอะไรที่ยังเป็นปม?]
ก่อนเดินทาง แวนซ์ส่งสัญญาณชัดว่าสหรัฐมาพร้อม "ความคาดหวัง" แต่ก็พร้อม "เดินหน้า" หากอิหร่านไม่ซื่อสัตย์ต่อกระบวนการ ขณะที่ทรัมป์โพสต์ข้อความบนทรูธโซเชียลอย่างตรงไปตรงมาว่า "เหตุผลเดียวที่อิหร่านยังมีชีวิตอยู่ในวันนี้คือมาเจรจา!"
ฝั่งอิหร่าน คาลิบัฟตั้งเงื่อนไขก่อนเริ่มว่า สหรัฐต้องปล่อยสินทรัพย์อิหร่านที่ถูกอายัด และหยุดยิงในเลบานอนก่อน ถึงจะเริ่มเจรจาได้อย่างจริงจัง พร้อมย้ำว่า "อิหร่านมีเจตนาดีต่อการเจรจา แต่ไม่ไว้ใจสหรัฐ"
หนึ่ง — ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซ LNG กว่า 20% ของโลก ที่อิหร่านปิดมาตั้งแต่เริ่มสงคราม ทรัมป์บอกว่าจะเปิดได้ "เร็วๆ นี้" แต่ยอมรับเองว่า "ไม่ใช่เรื่องง่าย" และพันธมิตรนาโตยังถูกกดดันให้เข้าร่วมรักษาความปลอดภัยช่องแคบด้วย
สอง — โปรแกรมนิวเคลียร์อิหร่าน ซึ่งทำเนียบขาวระบุว่าเรื่องการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม "ไม่สามารถต่อรองได้" แต่ทรัมป์เองดูเปิดกว้างกับแผน 10 ข้อของอิหร่านมากกว่าที่คาด
สาม — สถานการณ์เลบานอน การที่อิสราเอลยังโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์อยู่ แม้จะมีการหยุดยิงระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ทำให้เตหะรานมองว่าเป็นการ "ละเมิดข้อตกลง" และกลายเป็นหินสะดุดขนาดใหญ่บนเส้นทางสันติภาพ
นักวิเคราะห์หลายคนชี้ว่าปัญหาใหญ่ที่สุดในการเจรจาครั้งนี้ไม่ใช่สหรัฐหรืออิหร่าน แต่คือ "อิสราเอล" ซึ่งไม่ได้นั่งอยู่ที่โต๊ะนี้ด้วย แต่ยังเป็น "ผู้เล่น" ที่ส่งผลต่อทุกอย่าง
ดานิอา ทาเฟอร์ ผู้อำนวยการบริหาร Gulf International Forum ให้ความเห็นว่า "อิสราเอลเป็นฝ่ายที่มีผลประโยชน์มากที่สุดในการทำสงครามต่อไป จึงจำเป็นต้องมีส่วนร่วมในการยุติความขัดแย้ง ไม่งั้นพวกเขาก็สามารถโต้แย้งได้เสมอว่าไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขใดๆ"
ขณะที่ มาซูด คาลิด อดีตทูตปากีสถานประจำจีน มองว่าข้อตกลงเรื่องนิวเคลียร์อาจเป็นไปได้ เพราะทั้งสองฝ่ายต่าง "ล้าจากการสู้รบ" แต่เตือนว่า ยังไม่มีใครสามารถรับประกันสันติภาพในระยะยาวได้จริง
ซาฮาร์ ข่าน นักวิเคราะห์อิสระแห่งวอชิงตัน ดี.ซี. สรุปได้คมที่สุดว่า "เป้าหมายแรกของการเจรจาคือการสร้างความไว้วางใจ ถ้าสหรัฐควบคุมอิสราเอลได้และทำให้หยุดโจมตีเลบานอนระหว่างเจรจา — นั่นคือชัยชนะครั้งแรก และทรัมป์ก็จะสามารถอ้างได้ว่าประสบความสำเร็จ"
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าการเจรจาในอิสลามาบัดอาจใช้เวลาถึง 15 วัน และอาจต้องมีรอบถัดไปอีก ยูเอ็นเองก็ออกมาเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายเดินหน้าด้วย "ความสุจริตใจ" เพื่อให้ได้ข้อตกลงที่ "ยั่งยืนและครอบคลุม"
สำหรับคนทั่วโลก สิ่งที่จับตาไม่แพ้กันคือเรื่องพลังงาน ตราบใดที่ช่องแคบฮอร์มุซยังปิด ราคาน้ำมันและก๊าซก็จะยังผันผวน กระทบต้นทุนการขนส่ง สินค้า และค่าครองชีพของประชาชนทั่วโลกรวมถึงไทยด้วย อุตสาหกรรมการบินยุโรปแจ้งเตือนแล้วว่า หากฮอร์มุซปิดนานเกิน 3 สัปดาห์ ระบบพลังงานทั้งหมดจะเริ่มขาดแคลน
ทุกอย่างในอิสลามาบัดวันนี้คือ "ชี้เป็นชี้ตาย" ตามคำของนายกรัฐมนตรีปากีสถานเอง
แต่ถ้าการเจรจาวันนี้สามารถสร้าง "ความไว้ใจ" แม้แค่ก้าวแรก — มันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของสันติภาพที่โลกต้องการมาตลอด 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา
คุณคิดว่า โต๊ะเจรจาครั้งนี้จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน หรือแค่ "เวลาพัก" ก่อนกลับไปสู้รบอีกครั้ง?
ข่าวล่าสุด