ชื่อไทยของ Abang Adik ที่ว่า ‘ล่าฝันเมืองเดือด’ อาจทำให้หลงคิดว่านี่เป็นหนังแอ็กชั่นดุเดือด หากแต่มันคือหนังดราม่าเข้มข้นว่าด้วยการดิ้นรนเอาชีวิตรอด คนพี่เลือกทางบนดินถูกกฎหมาย ส่วนคนน้องเลือกทางใต้ดิน แต่ไม่ว่าจะทางไหนทั้งสองก็พบกับทางตันอยู่ร่ำไป จนเรียกได้ว่าเมืองนี้ไม่มีความฝันอะไรหลงเหลืออีกต่อไป นอกจากนั้นหนังยังวิพากษ์นโยบายรัฐของมาเลเซียอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะเรื่องการได้มาซึ่งใบเกิดที่ต้องพาพ่อแท้ๆ ไปยืนยันตัวที่หน่วยราชการ
นี่เป็นสาเหตุที่ Abang Adik เลือกไปเปิดตัวก่อนที่ไต้หวันในช่วงปลายปี 2023 เพราะหากหนังมีปัญหากับกองเซนเซอร์มาเลเซีย อย่างน้อยหนังก็ยังขายที่ไต้หวันได้ ปรากฏว่ากองเซนเซอร์ไม่ได้มีปัญหาเรื่องนโยบายรัฐ แต่กลับขอให้ลดทอนฉากกอดกันของสองพี่น้อง ซึ่งจินอ่องให้สัมภาษณ์ว่าเขาไม่ได้จะสื่อถึงประเด็น LGBTQ+ แต่อย่างใด แต่มันคือการแสดงว่าสองคนนี้ผูกพันกันมากแค่ไหน แต่จินอ่องก็ยอมทำตามขอคำขอกองเซนเซอร์ และท้ายสุด Abang Adik ก็ทำเงินถล่มทลายทั้งในไต้หวันและมาเลเซีย
ผู้เขียนคิดว่า Abang Adik ถือเป็นหนังเดบิวต์ที่น่าพอใจ แม้จะไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ แถมพล็อตบางส่วนก็ออกจะธรรมดาเสียด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ช่วย ‘แบก’ ให้หนังรอดได้คือ การแสดงของสองดารานำ โดยเฉพาะ อู๋ คังเหริน (พี่ชาย) ที่เปลี่ยนรูปลักษณ์ให้โทรมจนแทบจำไม่ได้ เขาต้องเรียนภาษามือมาเลเซียอยู่หลายเดือน อีกทั้งยังฝึกสับไก่และใช้ชีวิตในตลาดเพื่อเข้าถึงบทบาท
ฉากจำของ อู๋ คังเหริน มีทั้งฉากเศร้าแบบซาบซึ้งระหว่างตัวละครพี่ชายกับน้องชาย แต่ฉากสำคัญที่สุดน่าจะเป็นฉากลองเทกที่เขาอธิบายว่าทำไมถึงอยากตาย มันเป็นความเศร้าที่ไม่ได้บีบคั้นน้ำตา แต่บาดลึกลงไปในใจ และต้องไม่ลืมว่าตัวละครนี้พูดไม่ได้ สื่อสารด้วยภาษามือ ทั้งฉากจึงอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน แต่มันก็เป็นเสียงกรีดร้องไร้เสียงอันสะเทือนเลือนลั่น