เนชั่นทีวี

Exclusive

บทบรรณาธิการ : ดราม่าผูกขา ปธ.กมธ. "ฝ่ายค้าน 2 ประชา VS ประธานโส” ใครผิด..หรือบิดคนละครึ่ง?

05 พ.ย. 2569 | กองบรรณาธิการเนชั่นออนไลน์

บทบรรณาธิการ : ดราม่าผูกขา ปธ.กมธ. "ฝ่ายค้าน 2 ประชา VS ประธานโส” ใครผิด..หรือบิดคนละครึ่ง?

บทบรรณาธิการ : ดราม่าผูกขา “ประธาน กมธ.” ระหว่าง “ฝ่ายค้าน 2 ประชา VS ประธานโส” ใครผิด..หรือบิดคนละครึ่ง?

บทบรรณาธิการ : ดราม่าผูกขา “ประธาน กมธ.” ระหว่าง “ฝ่ายค้าน 2 ประชา VS ประธานโส” ใครผิด..หรือบิดคนละครึ่ง?

KEY

POINTS

  • ศึก “2 ประชา” ปะทะ เครือข่ายสีน้ำเงิน ปมอำนาจ ประธาน กมธ. ออกหนังสือเชิญบุคคล
  • ฝ่ายน้ำเงิน ย้ำ กมธ. ต้องใช้อำนาจแบบองค์คณะ ขณะที่ฝ่ายค้านอ้างข้อบังคับข้อ 93 ให้อำนาจประธาน
  • จากการวิเคราะห์ ชี้ถูกคนละครึ่ง เตือนทั้งสองฝ่าย อย่าใช้อำนาจหักล้างกันจนกระทบระบบตรวจสอบถ่วงดุล

ประเด็นแก้เผ็ดที่กำลังลุกลาม ระหว่าง “พรรคฝ่ายค้าน 2 ประชา” คือ ประชาชน และ ประชาธิปัตย์ กับ “เครือข่ายสีน้ำเงิน” ในฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้ง สส.ภูมิใจไทย และประธานสภาฯ โสภณ ซารัมย์ เกี่ยวกับการออกแนวทางจัดระเบียบการทำงานของคณะกรรมาธิการ หรือ กมธ. สภาผู้แทนราษฎร ที่ห้ามประธานบรรจุวาระ หรือออกหนังสือเรียก หรือแม้แต่เชิญบุคคลมาชี้แจงโดยไม่มีมติขององค์คณะ เรื่องนี้มีมิติที่ต้องวิเคราะห์เจาะลึกมากพอสมควร

 

เกมชิงไหวชิงพริบการเมือง คือมุมหนึ่งที่ถูกกระพือโดยฝ่ายค้าน ที่ประชุม กมธ.กฎหมาย ที่มีนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน เป็นประธาน กมธ.กฎหมาย มีมติ 8 : 0 ไม่รับแนวทางการดำเนินงานที่มองว่าเป็นการลิดรอนและริบอำนาจการทำงานของ กมธ. รวมทั้งเตรียมเชิญ ประธานโสภณ มาชี้แจงเหตุผลและข้อกฎหมายในนัดถัดไป

ขณะที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และ รองประธาน กมธ.กฎหมายฯ ไม่เห็นด้วยกับการเชิญประธานโสภณ โดยระบุว่า เป็นเรื่องไม่เหมาะสม และเหิมเกริมมาก เรียกร้องให้ นายรังสิมันต์ โรม ออกมาขอโทษประธานโสภณ พร้อมทั้งเตรียมเสนอญัตติใหม่ เพื่อให้ตีความตามกฎหมาย และรักษาประเพณีวัฒนธรรมของสภา

 

อย่างไรก็ดี เรื่องนี้มีประเด็นหลัก 2 ส่วนที่ต้องชั่งน้ำหนักให้ดี ระหว่าง "หลักการใช้อำนาจขององค์คณะบุคคลตามตัวบทกฎหมาย" กับ "ธรรมเนียมปฏิบัติและกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลทางการเมืองระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร”

ประเด็นแรก กฎหมายเขียนว่าอย่างไรแน่?

 

1. รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 129 บัญญัติให้ "สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจเลือกสมาชิกตั้งเป็นคณะกรรมาธิการสามัญ...” และระบุว่า "คณะกรรมาธิการมีอำนาจเรียกเอกสารจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริง..."

 

ความหมายคือ รัฐธรรมนูญให้อำนาจ "คณะกรรมาธิการ" ในรูปแบบของ “องค์คณะ” ไม่ได้มอบอำนาจเบ็ดเสร็จให้แก่ "ตัวบุคคลที่เป็นประธานกรรมาธิการ" เพียงผู้เดียว

 

 2. ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดให้การวินิจฉัยปัญหาหรือการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการให้ถือ "เสียงข้างมาก" ซึ่งก็คือมติที่ประชุม ประธาน กมธ. มีหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม และดำเนินกิจการตามที่ กมธ. มอบหมาย

 

 3. พ.ร.บ.อำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ.2568 ระบุว่า การใช้อำนาจเรียกที่มีสภาพบังคับทางกฎหมาย หากเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ แล้วไม่มา จะมีโทษทางวินัยหรือกฎหมาย จึงต้องผ่านกระบวนการและมติของคณะกรรมาธิการอย่างเป็นทางการ

 

จากกฎหมาย และข้อบังคับการประชุมสภาฯ จะเห็นได้ว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายรับรองการทำหน้าที่ของกรรมาธิการในแบบ “องค์คณะ” ไม่ใช่ประธานฉายเดี่ยว

 

ประเด็นที่ 2 มุมมองของฝั่งประธานสภา และ สส.รัฐบาล โดยเฉพาะภูมิใจไทย คืออะไร?

 

“ค่ายน้ำเงิน” มองว่าการที่ประธาน กมธ. คณะใดคณะหนึ่ง ทำหนังสือเรียกเจ้าหน้าที่รัฐ ข้าราชการ หรือบุคคลภายนอกมาชี้แจง รวมถึงรัฐมนตรี โดยที่กรรมาธิการคนอื่นๆในชุดนั้น ยังไม่ได้รับทราบหรือเห็นชอบ ถือเป็นการใช้อำนาจ “เกินส่วน” 

 

การใช้อำนาจลักษณะนี้ สุ่มเสี่ยงทำให้เกิดการใช้ กมธ. เป็นเครื่องมือทางการเมือง ที่ผ่านมาก็เกิดขึ้นแล้ว ใน กมธ.ชุดที่มี สส.ฝ่ายค้านเป็นประธาน มักใช้ตำแหน่งประธานบรรจุเรื่องด่วน ออกหนังสือเชิญบุคคลระดับรัฐมนตรีหรือผู้มีอำนาจ มาซักฟอกออกสื่อ หรือใช้แถลงข่าวกดดันทางการเมืองทันที โดยใช้คำเลี่ยงว่าเป็นการ "ขอเชิญ หรือ ขอความร่วมมือ" แทนคำว่า "เรียก" (เพราะถ้าใช้ พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ จำเป็นต้องเป็นมติของ กมธ.)

 

3. มุมมองของ “ฝ่ายค้าน 2 ประชา” โต้แย้งมุมไหน? ฝ่ายค้านอ้างข้อบังคับการประชุมสภาฯ ข้อ 93 วรรคหนึ่ง ที่เขียนเปิดช่องให้ “นำอำนาจประธานสภาฯ (หมายถึงสภาใหญ่) มาใช้กับประธาน กมธ. โดยอนุโลม”

 

โดยข้อบังคับฯ เขียนไว้ว่า "การประชุมคณะกรรมาธิการ ให้นำข้อบังคับนี้เฉพาะที่เกี่ยวกับการประชุมมาใช้บังคับโดยอนุโลม"

 

ที่ผ่านมา รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกมธ.กฎหมายฯ สภาผู้แทนราษฎร เคยโต้เถียงกับ “บังซุป” ศุภชัย ใจสมุทร จากพรรคภูมิใจไทย โดยอ้างหลักการ "โดยอนุโลม" ที่ว่านี้ กล่าวคือ ประธาน กมธ. มีสถานะและอำนาจในการบริหารจัดการที่ประชุมเทียบเท่ากับ "ประธานสภาผู้แทนราษฎร" ในสเกลย่อย ประกอบด้วย

 

  • อำนาจการจัดและบรรจุระเบียบวาระ
  • อำนาจการสั่งบรรจุระเบียบวาระการประชุม
  • อำนาจสั่งนัดประชุม และส่งหนังสือนัด
  • อำนาจการกำหนดตัวบุคคลหรือข้อมูลที่จะเข้าสู่ที่ประชุม
  • การสั่งให้มีเรื่องด่วน

 

อำนาจเหล่านี้เป็นดุลยพินิจของ "ประธานสภาฯ" แต่เพียงผู้เดียว โดยไม่ต้องขอมติจาก สส. หรือที่ประชุมสภาก่อน ด้วยเหตุนี้ สส.พรรคส้ม จึงนำมาอ้าง และใช้อำนาจผ่านประธาน กมธ.มาตลอด

 

ดังนั้น เมื่อเทียบเคียงมาใช้กับ กมธ. ประธาน กมธ. จึงมีอำนาจในการพิจารณาบรรจุวาระการประชุม หรือเรื่องร้องเรียนเข้าสู่ที่ประชุมได้ด้วยตนเอง

 

ฝ่ายค้าน 2 ประชา โดยเฉพาะ “พรรคประชาธิปัตย์” ซึ่งอยู่ในสภามานานกว่า “พรรคประชาชน” มองว่า ข้อบังคับฯ และประเพณีการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ได้ห้ามการออกหนังสือเชิญของประธาน กมธ. เพราะการเชิญเป็นเพียงการ "ขอความอนุเคราะห์หรือขอความร่วมมือโดยสมัครใจ" ผู้ถูกเชิญจะมาหรือไม่มา หรือจะส่งผู้แทนมาก็ได้ ไม่มีความผิดทางกฎหมาย (แต่ถ้าใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ จะเป็นอีกกรณีหนึ่ง)

 

นอกจากนี้ ฝ่ายค้านยังอ้างความจำเป็นในทางปฏิบัติ ว่าหากตีความว่าทุกเรื่องต้องผ่านมติของ กมธ.ก่อน จะเกิดความล่าช้า ตรวจสอบเรื่องเร่งด่วนไม่ทันการณ์ ด้วยเหตุนี้ธรรมเนียมปฏิบัติของสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่อดีต จึงอนุโลมให้ประธาน กมธ. ใช้อำนาจตาม ข้อ 93 ในการจัดทำระเบียบวาระและออกหนังสือเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องมารอไว้ล่วงหน้าได้เลย

 

เมื่อถึงวันประชุม หากที่ประชุม กมธ. ส่วนใหญ่ เห็นว่าเรื่องนี้ไม่เหมาะสมหรือไม่ควรพิจารณา ที่ประชุมก็ยังมีสิทธิลงมติให้ "เลื่อน เลิก หรือไม่รับเรื่อง" ได้อยู่แล้วในตัว

 

4. บทสรุปของดราม่านี้ ใครผิด? คำตอบคือ “ถูกคนละครึ่ง” และ “ผิดคนละครึ่ง” ส่วนที่ถูกของฝ่ายน้ำเงิน คือ การอ้างตัวบทกฎหมาย เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ชัดเจนว่าการทำงานของ กมธ. ต้องทำในรูป “องค์คณะ”ไม่ใช่ให้อำนาจประธาน กมธ.อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

 

- ส่วนที่ถูกของฝ่ายค้าน คือ ข้อบังคับการประชุมสภาฯ เปิดช่องให้ทำได้โดยอนุโลม และมีธรรมเนียมของสภาที่ปฏิบัติกันมาตลอด

 

- ส่วนที่ผิดของฝ่ายน้ำเงิน คือ การใช้อำนาจประธานสภา ควบคุมการทำหน้าที่ของประธาน กมธ. และจัดระเบียบการทำงานของ กมธ. เหมือนก้าวก่าย แทรกแซง กินรวบ เพราะประธานสภา ก็เป็น สส.พรรคน้ำเงิน

 

- ส่วนที่ผิดของฝ่ายค้าน คือ ข้อบังคับฯ ให้ใช้อำนาจประธาน กมธ. “โดยอนุโลม” แต่ฝ่ายค้านกลับใช้เหมือนกฎหมายให้อำนาจเต็ม ทั้งๆที่ สส.ฝ่ายค้านเองก็ยอมรับว่า ไม่ควรใช้อำนาจของประธาน กมธ. กำหนดทุกอย่าง ในทุกกรณี มิฉะนั้นก็จะทำให้เกิดปัญหา

 

เพราะการทำงานสภา ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ต้องทำในลักษณะหาฉันทามติร่วมกัน ไม่ใช่มุ่งใช้อำนาจหักกัน หรือใช้เสียงข้างมากกำหนดทุกอย่าง

 

ดังนั้น จึงต้องหาจุดกึ่งกลาง ระหว่างการใช้อำนาจ ประธาน กมธ. กับ การตรวจสอบการทุจริตและความไม่ชอบมาพากล ที่จำเป็นต้องเดินต่อไป!!

ข่าวล่าสุด