เนชั่นทีวี

Exclusive

อ.สุรชาติ ชี้เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ศึก 'วัดดวงทรัมป์' สะเทือนโลก

02 พ.ย. 2569 | สุรชาติ บำรุงสุข

อ.สุรชาติ ชี้เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ศึก 'วัดดวงทรัมป์' สะเทือนโลก

อ.สุรชาติ บำรุงสุข ชำแหละศึกเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 3 พ.ย. นี้ ชี้เป็นศึก 'วัดดวงทรัมป์' หลังคะแนนนิยมร่วงเหลือ 37% เดโมแครตลุ้นพลิกคุม 2 สภา

อ.สุรชาติ บำรุงสุข ชำแหละศึกเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 3 พ.ย. นี้ ชี้เป็นศึก 'วัดดวงทรัมป์' หลังคะแนนนิยมร่วงเหลือ 37% เดโมแครตลุ้นพลิกคุม 2 สภา

KEY

POINTS

  • การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ถูกมองว่าเป็นการ "วัดดวง" ทางการเมืองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งจะชี้ชะตาอำนาจบริหารในช่วง 2 ปีสุดท้าย
  • หากพรรคเดโมแครตชนะและครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส จะทำให้รัฐบาลทรัมป์เผชิญความยากลำบากและถูกตรวจสอบนโยบายต่างๆ อย่างเข้มข้น
  • ความนิยมของทรัมป์ที่ลดลงจากผลกระทบของนโยบายต่างๆ เช่น ปัญหาค่าครองชีพและราคาสินค้า เป็นปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้พรรครีพับลิกันพ่ายแพ้
  • ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เพียงส่งผลต่อการเมืองภายในสหรัฐฯ แต่ยังมีความสำคัญและส่งผลกระทบต่อทิศทางนโยบายต่างประเทศและภูมิรัฐศาสตร์โลก

จากกรณีที่สหรัฐอเมริกาเตรียมเปิดคูหาการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Elections) ครั้งประวัติศาสตร์ในวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวของชาวอเมริกันที่ออกมาใช้สิทธิล่วงหน้านับสิบล้านคน โดยผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะกลายเป็นการชี้ชะตาการครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออำนาจการบริหารประเทศและทิศทางนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วง 2 ปีสุดท้ายของวาระ

 

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคง ได้เขียนบทความวิเคราะห์เรื่อง "เลือกตั้งกลางเทอม" ระบุว่า

 

ในช่วงที่ผ่านๆ มา อาจมีการเลือกตั้งที่สำคัญเกิดในหลายประเทศในโลก แต่ต้องยอมรับว่า ไม่มีการเลือกตั้งไหนจะสำคัญเท่ากับ “การเลือกตั้งกลางเทอมอเมริกัน” ที่จะเกิดในวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน นี้ และอาจต้องยอมรับว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญทั้งกับการเมืองอเมริกันและกับการเมืองโลกอย่างมากด้วย

 

ชัยชนะของทรัมป์ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่ 2 ในเดือนพฤศจิกายน 2024 นั้น ทำให้เขามีอำนาจมากในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในครั้งนี้ จนดูเหมือนจะไม่มีปัจจัยอะไรจะมาเหนี่ยวรั้งการตัดสินใจของเขาได้ ไม่ว่าการตัดสินใจนั้น จะสร้างปัญหาให้กับนโยบายต่างประเทศอเมริกันอย่างไรก็ตาม

 

ถ้าผลการเลือกตั้งการเทอมในวันที่ 3 พลิกมาสู่พรรคเดโมแครต จะทำให้สภาผู้แทนราษฎรอเมริกันมาอยู่ในความควบคุมของพรรคเดโมแครต ซึ่งจะทำให้ชีวิตทางการเมืองของทรัมป์ใน 2 ปีข้างหน้า ประสบความยากลำบาก โดยเฉพาะรัฐบาลทรัมป์จะถูกตรวจสอบมากขึ้น และจะกลายเป็นโอกาสอย่างดีของพรรคเดโมแครตสำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2028

อย่างไรก็ตาม หากกลับไปช่วงก่อนหน้านี้ เราจะเห็นได้ชัดเจนว่า โอกาสที่พรรคเดโมแครตจะชนะการเลือกตั้งทั้งในสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภานั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้เอาเสียเลย อีกทั้ง เห็นชัดเจนถึงกระแสขวาที่ปรากฏในรูปของ “ประชานิยมปีกขวา” ที่มาแรงอย่างมาก จนปีกเสรีนิยมอเมริกันนั้น ดูจะตกอยู่ในภาวะถดถอย  หรือกล่าวได้ว่า ไม่มีใครทาน “กระแสทรัมป์” ในการเมืองอเมริกันได้

 

แต่การดำรงตำแหน่งของทรัมป์ในช่วงราว 2 ปีที่ผ่านมา กระแสทรัมป์ตกลง … ความนิยมลดลง และเสียงต่อต้านทรัมป์ดังมากขึ้น และอาจกล่าวได้ว่าเสียงสนับสนุนทรัมป์ในโพลนั้น มีทิศทางลดลงอย่างต่อเนื่อง และเห็นได้ชัดจากโพลว่า ความนิยมทรัมป์ในวันนี้ ปรากฏอยู่ราว 37% เท่านั้น

 

พร้อมกันนี้ นโยบายของทรัมป์ในเรื่องที่สำคัญ ก็ไม่เห็นถึงความสำเร็จที่นำมาใช้เป็นจุดขายของพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้ง แต่กลับเห็นถึงปัญหาที่คนอเมริกันจะต้องแบกรับมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของราคาน้ำมัน ราคาอาหาร ราคาสินค้า (โดยเฉพาะเป็นผลจาก “ภาษีทรัมป์” โดยตรง) ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข ภาษีที่เพิ่มขึ้น ตลอดรวมถึงปัญหาสงครามอิหร่านที่ไม่จบ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ ล้วนทำให้เสียงสนับสนุนของทรัมป์ และของพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งครั้งนี้ ลดลงทั้งสิ้น

 

สภาวะเช่นนี้ ทำให้เกิดความหวังอย่างมากว่า การเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้จะเป็นโอกาสที่ทำให้พรรคเดโมแครตชนะในทั้ง 2 สภา เช่น ทางเดโมแครตมีความหวังที่เปลี่ยนสัดส่วนในวุฒิสภาปัจจุบัน 53:47 ให้ได้ (พรรครีพับลิกัน 53 / พรรคเดโมแครต 47)

อีกทั้ง หวังอย่างสำคัญที่จะชนะในสภาผู้แทน เพราะตัวชี้วัดจากโพลสะท้อนว่า คนอเมริกันน่าจะเลือกเดโมแครตมากกว่ารีพับลิกัน เพราะปัญหาต่างๆ รุมเร้าชีวิตคนอเมริกันในปัจจุบันอย่างมาก โดยเฉพาะปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นไม่หยุด

 

ปัญหาที่รุมเร้าและเห็นถึงแนวโน้มของการลงเสียงเช่นนี้ สร้างความกังวลอย่างมากให้กับผู้นำพรรครีพับลิกัน เพราะมีโอกาสที่พรรคอาจจะแพ้ในทั้ง 2 สภา รวมถึงแพ้ในบางรัฐที่เป็นฐานเสียงของรีพับลิกันมาก่อน แต่ถ้าแพ้ในลักษณะเช่นนี้คือ “ความพ่ายแพ้ของทรัมป์” อย่างแน่นอน
.
ทางออกในการสู้กับกระแสของทรัมป์ที่ลดลงคือ การที่พรรครีพับลิกันเรียกร้องให้มวลชนในปีกอนุรักษ์นิยมออกมาลงเสียงให้มากๆ เพื่อไม่ให้พรรคแพ้ และทั้งเรียกร้องให้กลุ่มอิสระออกมาลงเสียงให้รีพับลิกัน แทนที่จะไปลงให้เดโมแครต

 

ดังนั้น การเลือกตั้งกลางเทอมในครั้งนี้ จึงมีนัยสำคัญอย่างมาก เพราะถ้ารีพับลิกันแพ้ จะเป็นสัญญาณทางการเมืองที่กระทบต่อนโยบายทรัมป์โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นปัญหายูเครน สงครามอิหร่าน ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับชาติพันธมิตร ตลอดรวมถึงนโยบายภายใน เช่น ท่าทีที่แข็งกร่าวต่อปัญหาผู้อพยพ เงินประกันสุขภาพ การจัดการปัญหาค่าครองชีพ

 

ดังนั้น ผลการเลือกตั้งในวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน และเป็นเช้าวันพุธที่ 4 ตามเวลาในไทย เราคงพอเห็นผลการเลือกตั้งนี้ จึงน่าสนใจว่า “กระแสทรัมป์” จะยังคงเป็นกระแสหลักในการเมืองอเมริกันหรือไม่ และจะมีผลอย่างไรกับภูมิรัฐศาสตร์โลกในอนาคตด้วย …

 

อยากจะเรียกแบบไทยๆ ว่า การเลือกตั้งกลางเทอมอเมริกาครั้งนี้ เป็นเสมือนการ “วัดดวงทรัมป์” ในทางการเมืองนั่นเอง !

ข่าวล่าสุด