บทบรรณาธิการ : 3 พยานกลับลำ คดีฮั้ว สว. สัมพันธ์วูบไหว “ภูมิใจไทย-กล้าธรรม” ไม่ปิดทางดึงร่วมรัฐบาล
18 ก.ย. 2569 | กองบรรณาธิการเนชั่นออนไลน์

บทบรรณาธิการ : 3 พยานกลับลำ คดีฮั้ว สว. สัมพันธ์วูบไหว “ภูมิใจไทย-กล้าธรรม” ไม่ปิดทางดึงร่วมรัฐบาล
Exclusive
18 ก.ย. 2569 | กองบรรณาธิการเนชั่นออนไลน์

บทบรรณาธิการ : 3 พยานกลับลำ คดีฮั้ว สว. สัมพันธ์วูบไหว “ภูมิใจไทย-กล้าธรรม” ไม่ปิดทางดึงร่วมรัฐบาล
KEY
POINTS
ในคดีฮั้ว สว. ที่ทำให้ “บิ๊กการเมืองพรรคน้ำเงิน” รอดแบบยกเข่ง เพราะ กกต. เสียงข้างมาก ตัดพยานปากเอกทิ้ง โดยอ้างว่า “ไม่น่าเชื่อถือ” เพราะมากลับคำให้ภายหลัง สร้างความสงสัยให้กับคนในแวดวงกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมจำนวนมาก พยาน 3 รายนั้น ปรากฏชื่อต่อมา คือ “เอกราช ช่างเหลา” พยานรหัส 16 , “ขจรศักดิ์ ศรีวิราช” พยานรหัส 22 และ “อัษฎางค์ แสวงการ” พยานรหัส 21 ที่ถูกระบุว่า เป็นพยานซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงคำให้การ
สำหรับ นายขจรศักดิ์ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองดอกคำใต้ และ สว.พะเยาในปัจจุบัน โดยข้อมูลที่ถูกนำมาพิจารณาระบุว่า เดิมให้ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดทำโพย และอ้างถึงกระบวนการที่ทำให้ได้รับเลือกเป็น สว. ขจรศักดิ์ ยังมีความสัมพันธ์ทางครอบครัวกับบุคคลในครอบครัวของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม โดยเป็นพ่อ “ภรรยา” ของ ร.อ.ธรรมนัส ด้วย
ส่วน อีกคนคือ “อัษฎางค์ แสวงการ” ผู้บริหารสถานศึกษาในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งถูกระบุเป็นพยานลำดับที่ 21/26 และมีรหัส “MI6-150” ปรากฏในโพยที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. ตามข้อมูลในสำนวน อัษฎางค์ ถูกระบุว่า อยู่ในเหตุการณ์ที่อ้างว่าไปจัดทำโพยที่ ม.เทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ทราบว่ามี สว.หรือผู้ได้โควตาจากระบบจัดการฮั้วมา 2 คน คือ พยานรหัส 21/26 กับ พยานรหัส 22/26
ตอนแรกมีการตกลงกันให้ได้เป็น สว. แต่สุดท้ายเกิดความผิดพลาด จึงขัดแย้งกัน ตัวพยานเองอยู่ในขบวนการฮั้ว แล้วไปแสดงเจตจำนงกับ “คณะชุดที่ 26” ขอให้กันเป็นพยาน แลกกับการเล่าข้อมูลทั้งหมด เมื่อภายหลังมีการ “กลับคำให้การ” จึงเกิดคำถามทางการเมืองว่า การที่พยานสำคัญถึง 3 ราย ซึ่งมีข้อมูลเชื่อมโยงกับกระบวนการ “ฮั้ว สว.” เปลี่ยนคำให้การในช่วงการไต่สวน จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่
แม้แต่การไต่สวนของ “คณะ 26” ยังตั้งข้อสังเกตถึง การกลับคำให้การของพยาน 3 รายนี้อย่างชัดเจนว่า “พยานรหัส 16/26 ซึ่งเป็นประจักษ์พยานคนหนึ่งที่มีความสำคัญในคดีนั้น มีข้อพิรุธน่าสงสัย เพราะเป็นการให้ข้อเท็จจริงกลับไปกลับมา ไม่มั่นคง ไม่อยู่กับร่องกับรอย มีการปรับเปลี่ยนท่าทีในภายหลังนับตั้งแต่พรรคกล้าธรรมได้เข้าร่วมรัฐบาลและทำให้บุคคลของพรรคกล้าธรรมได้รับตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งถ้าหากว่าพยานไม่ยืนยันข้อเท็จจริงตามที่เคยให้ถ้อยคำไว้แล้ว ย่อมส่งผลทำให้น้ำหนักความน่าเชื่อของสำนวนการไต่สวน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อพรรคภูมิใจไทย กรณีจึงเชื่อว่าพฤติการณ์การกระทำของพยาน ที่เพิ่งจะมากลับการให้ถ้อยคำในภายหลังจากที่พรรคกล้าธรรมได้เข้าร่วมรัฐบาลแล้ว โดยยืนยันว่า ทุกอย่างที่เคยให้ถ้อยคำไปนั้นไม่เป็นความจริง ย่อมมีมูลเหตุจูงใจมาจากเหตุผลในทางการเมือง ทั้งนี้ เพื่อมิให้กระทบถึงพรรคกล้าธรรมในการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลหรือเพื่อหวังผลประโยชน์อื่นใดของพรรคกล้าธรรมในทางการเมืองหรือเป็นการตอบแทนในทางการเมืองที่ได้เข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งพฤติการณ์การกระทำ ดังกล่าวเป็นข้อพิจารณาประการหนึ่งที่ชี้ให้เห็นถึงข้อพิรุธสงสัยถึงการกระทำของพยานเช่นนี้ หนังสือของพยาน ที่อ้างในภายหลังว่า ถ้อยคำที่เคยให้ไปนั้น ไม่เป็นความจริง จึงเป็น ข้ออ้างที่ไม่มีน้ำหนักแก่การรับฟังแต่อย่างใด”
ความเชื่อมโยงโดยบังเอิญของ “3 พยานกลับคำให้การ” ไม่ได้มีแค่ “เนชั่นทีวี” ที่ตั้งข้อสังเกต แม้แต่ “สิทธิโชติ อินทรวิเศษ” กกต.เสียงข้างน้อย ที่ออกมา “ทิ้งบอมบ์” ก็พูดถึงเหมือนกัน โดยเฉพาะการไม่เชื่อเหตุผลที่ต้อง “ให้การรอบแรกกล่าวหาพรรคภูมิใจไทย” เพราะถูกข่มขู่ เนื่องจาก คนหนึ่งเป็น สส.ขณะเลือก สว. เป็นผู้มีบารมี ผู้กว้างขวางในขอนแก่น ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นพ่อตาของนักการเมืองใหญ่ระดับหัวหน้าพรรคใหญ่ “ใครจะกล้าข่มขู่ท่าน”
แต่ความเชื่อมโยงยังไม่หมดแค่นั้น เพราะ ทั้งสามคนมีความเกี่ยวพันกับ 2 มิติ คือ 1.จังหวัดขอนแก่น และ 2.พรรคกล้าธรรม โดย คุณเอกราช ช่างเหลา กับ ดร.อัษฎางค์ แสวงการ มีฐานการเมืองอยู่ในขอนแก่น ทั้งคู่อยู่ในแวดวงครู และการศึกษา ดร.อัษฎางค์ เคยเป็นระดับผู้บริหารสถานศึกษาในพื้นที่ และเคยเป็นกรรมการคุรุสภา ส่วน คุณเอกราช เคยเป็นครู และอดีตผู้จัดการสหกรณ์ออมทรพย์ครูขอนแก่น ซึ่งมีปัญหาทุจริต จนเป็นข่าวดังระดับประเทศ
คุณเอกราช เคยอยู่พรรคภูมิใจไทย เคยเป็น สส.ของภูมิใจไทย โดยไม่ได้ไปต่อกับผู้กองธรรมนัส เมื่อครั้งออกจากพรรคพลังประชารัฐ แต่สุดท้ายก็ไปจบชีวิตทางการเมืองที่พรรคกล้าธรรม เพราะถูกเพิกถอนสิทธิการเมืองตลอดชีวิต จากกรณีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง เนื่องจากถูกศาลพิพากษาจำคุกในคดียักยอกเงินสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น
ในมิติของพรรคกล้าธรรม หัวหน้าพรรค และผู้นำจิตวิญญาณของพรรค มีหนึ่งเดียว คือ ผู้กองธรรมนัส พรหมเผ่า และ สว.ขจรศักดิ์ ศรีวิราช สว.พะเยา มีศักดิ์เป็นพ่อตาของผู้กองธรรมนัส และเขาคือพยานที่คาดว่าจะ “กลับคำให้การ”
ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจก็คือ การเลือกตั้งนายก อบจ.ขอนแก่น ปลายเดือนนี้ ซึ่ง คุณวัฒนา ช่างเหลา ลูกชายคุณเอกราช ลงสมัครทวงเก้าอี้คืน หลังจากโดนใบเหลืองจาก กกต. มีข่าวว่า อาจมีแรงสนับสนุนจาก “ผู้มากบารมี” ให้ชนะเลือกตััง กลับเข้าไปเป็นนายก อบจ.อีกรอบ
น่าสนใจตรงที่ ท่าทีของพรรคกล้าธรรม กับพรรคภูมิใจไทย กลับมาแนบแน่นผิดสังเกตในช่วงโค้งสุดท้ายของคดีฮั้ว สว.พอดี
-26 ส.ค. สภาโหวตรับรอง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน โดยมี 52 เสียง “งดออกเสียง” คาดว่าเป็นเสียงของพรรคกล้าธรรม
-8 ก.ย. คุณอรรถกร ศิริลัทธยากร แกนนำพรรคกล้าธรรม พบปะและทักทายกันอย่างชื่นมื่นกับ “รัฐมนตรีแบด” ภราดร ปริศนานันทกุล แห่งพรรคภูมิใจไทย ถึงขั้นสื่อนำไปตีความว่าใกล้จะได้ร่วมรัฐบาลกัน
-10 ก.ย. สภาโหวตผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2570 ด้วยเสียงท่วมท้น 338 เสียง คาดว่ามี สส.กล้าธรรม ร่วมโหวตเติมให้ด้วย ทั้งๆ ที่ฝ่ายค้านลงมติ “ไม่เห็นชอบ”
-11 ก.ย. นายกฯอนุทิน พูดเปิดทางพร้อมร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม “การเมืองไม่มีคำว่าไม่มีโอกาส” และ “ทุกอย่างเป็นไปได้หมด” ซึ่งคำตอบนี้มาจากคำถามที่ว่า “มีโอกาสหรือไม่ในการปรับคณะรัฐมนตรีที่จะเกิดขึ้น พรรคกล้าธรรมจะเข้ามาร่วมรัฐบาลด้วย”
ระยะนี้มีข่าวกระหึ่มสภา และแวดวงการเมืองว่า ปลายปีนี้ พรรคกล้าธรรมอาจเข้าร่วมรัฐบาล โดยจะไม่มีการนำพรรคเพื่อไทยออก แต่จะเป็นการ “เพิ่มพรรคร่วมรัฐบาล” เพื่อเสริมแกร่ง เป็น “รัฐบาล 3 พรรค” ขนาดใหญ่ 1 พรรค และ ขนาดกลาง 2 พรรค โดยตัดพรรคเล็ก พรรคจิ๋วออกทั้งหมด
หากสูตรการเมืองนี้เกิดขึ้นจริง จะกลายเป็นรัฐบาล 320 เสียง++ ทันที เรียกว่าฝ่ายค้านได้แต่วิ่งชนกำแพงกันเลยทีเดียว ดับฝันรัฐบาลไฟจราจร ไปโดยปริยาย ความเคลื่อนไหวนี้ เป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่ กับปฏิบัติการ “พยานกลับคำให้การ” ในคดีฮั้ว สว.
ต้องรอดูสถานการณ์กันต่อไป