จุดแตกหักทางอุดมการณ์กับพรรคก้าวไกล
การเข้ามาเป็นผู้แทนราษฎรไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด นพ.เอกภพ พบว่าสภาฯ มีข้อจำกัดทั้งเรื่องเวลาพูดและการขับเคลื่อนงานของกรรมาธิการที่ไม่มีผลบังคับใช้จริง อย่างไรก็ตาม การอภิปรายเรื่องสาธารณสุขที่เน้นเนื้อหา ไม่เน้นวาทกรรมโจมตีของเขา กลับไปเข้าตา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข ในขณะนั้น ซึ่งได้สั่งการให้ทีมงานกระทรวงนำข้อเสนอของเขาไปปฏิบัติจริง
เมื่อพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ นพ.เอกภพ ยืนยันว่าเขาไม่ใช่ "งูเห่า" ในตอนนั้น เขาเป็นหนึ่งในฟันเฟืองที่ช่วยดึงตัว สส. ให้อยู่ร่วมสร้างพรรคก้าวไกลต่อไปในฐานะรองเลขาธิการพรรค
แต่จุดแตกหักทางอุดมการณ์เกิดขึ้นจาก 2 ประเด็นหลัก คือ
1 การแก้ไข ม.112 นพ.เอกภพ ปฏิเสธการร่วมลงชื่อแก้ไขกฎหมายนี้ โดยให้เหตุผลว่า
- หากประชาชนด่าทอกันยังเป็นคดีอาญา การหมิ่นสถาบันก็ไม่ควรถูกยกเลิกความเป็นอาญา
- การเสนอให้สำนักพระราชวังเป็นผู้ฟ้องร้องเอง จะยิ่งสร้างความขัดแย้งโดยตรงระหว่างประชาชนกับสถาบัน
2 การอภิปรายวัคซีนโควิด ในฐานะแพทย์ เขาไม่ยอมรับการบิดเบือนข้อมูลทางการแพทย์เพื่อโจมตีวัคซีนเชื้อตาย (ซิโนแวค) และรับไม่ได้ที่นักการเมืองกล่าวหาปรมาจารย์ด้านไวรัสวิทยาของไทยว่าเป็น "เซลล์แมนวัคซีน" โดยไม่มีการขอโทษ
"ถ้าคำว่างูเห่าหมายถึงเปลี่ยนจุดยืนเพื่อประชาชน ผมไม่ได้เป็น ผมยังมีจุดยืนเดิม แต่ถ้าหมายถึงย้ายพรรค ผมยอมรับ" นพ.เอกภพ ระบุ
ผลงานสาธารณสุขและการทำงานโฆษกรัฐบาล
การทำงานที่อิสระขึ้น นำมาสู่ผลงานที่เป็นรูปธรรมผ่านกระทรวงสาธารณสุขในยุคของนายอนุทิน เช่น การผลักดันให้กองทุน สปสช. อนุมัติการเบิกจ่าย "แพมเพิส" สำหรับผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ญาติได้อย่างมหาศาล และนโยบาย "ฟอกไตฟรี" ทุกที่ ซึ่งมาจากปมในใจของ นพ.เอกภพ ในอดีต ที่เคยสูญเสียผู้ป่วยคุณยายที่ต้องรอคิวฟอกไตของโรงพยาบาลศูนย์ และไม่มีเงินจ่ายค่าฟอกไตหลักหมื่นบาทต่อเดือน
ในบทบาทโฆษกรัฐบาลยุคปัจจุบัน นพ.เอกภพ ยึดหลักการทำงานคือ "ฟัง วิเคราะห์ และสื่อสารด้วยข้อเท็จจริงที่รวดเร็ว" เขาปฏิเสธการใช้วาทกรรมหยาบคาย และเรียกร้องให้สังคมร่วมกันคว่ำบาตรนักการเมืองที่ใช้ความกักขฬะเพื่อสร้างซีนให้ตัวเอง
นพ.เอกภพ ย้ำว่าทั้งตัวเขาและคณะรัฐมนตรี รวมถึงนายกรัฐมนตรี ล้วนเป็น "คนธรรมดา" ที่สัมผัสได้ ไม่ใช่ซูเปอร์ฮีโร่ นอกเวลางานเขายังคงใช้รถไฟฟ้า เรียกรถสาธารณะ และออกกำลังกายตามปกติ
ท้ายที่สุด หากเส้นทางสายการเมืองต้องจบลง สิ่งที่ นพ.เอกภพ ต้องการให้ประชาชนจดจำคือ เขาเป็นนักการเมืองที่รับฟัง เป็นคนธรรมดาที่เข้าถึงง่าย และเป็นนักการเมืองที่ต่อสู้เพื่อสิทธิการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของประชาชน ด้วยความสุขุม สุภาพ และปราศจากความรุนแรงทางคำพูดอย่างแท้จริง