สภาฯ ถก ร่างกฎหมายความรุนแรงในครอบครัว-ปรับระบบคุ้มครอง
18 ก.ย. 2569 | katchatapong_lee

สภาฯ ถก ร่างกฎหมายความรุนแรงในครอบครัว ปรับระบบคุ้มครอง เพิ่มอำนาจเจ้าหน้าที่-งบฯ อปท. - ยึดชีวิตและความปลอดภัยเป็นหลัก
ข่าว
18 ก.ย. 2569 | katchatapong_lee

สภาฯ ถก ร่างกฎหมายความรุนแรงในครอบครัว ปรับระบบคุ้มครอง เพิ่มอำนาจเจ้าหน้าที่-งบฯ อปท. - ยึดชีวิตและความปลอดภัยเป็นหลัก
ที่ประชุมสภาผู้ทนราษฎร นัดลงมติร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ที่คณะรัฐมนตรี และร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วย ความรุนแรงในครอบครัว ที่นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย, นางสาวภัสริน รามวงศ์ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน, นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย, นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงภาคประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 23,989 คน ที่เข้าชื่อกันเป็นผู้เสนอ ในสัปดาห์หน้า
ดยร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ที่คณะรัฐมนตรี สส. และภาคประชาชน เสนอในครั้งนี้ มุ่งปรับระบบการคุ้มครองให้สามารถหยุดเหตุได้รวดเร็ว เพิ่มอำนาจและกลไกของเจ้าหน้าที่ กำหนดมาตรการด้านบทลงโทษควบคู่กับการบำบัดและฟื้นฟู ยึดผู้ถูกกระทำเป็นศูนย์กลางและเชื่อมโยงการช่วยเหลือระหว่างหน่วยงานอย่างเป็นระบบ โดยเห็นว่าความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องของครอบครัวเพียงอย่างเดียวที่รัฐไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องได้ แต่เป็นประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน ที่รัฐมีหน้าที่คุ้มครองประชาชน พร้อมทั้งเป็นปัญหาด้านสาธารณสุข ความมั่นคงของมนุษย์ และเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ การที่ทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และภาคประชาชนเสนอแนวทาง ซึ่งในการปรับปรุงกฎหมายไปในทิศทางเดียวกัน สะท้อนถึงความสำคัญของปัญหาความรุนแรง ในครอบครัวที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการแก้ไข ร่างกฎหมายกำหนดให้ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่ในความหมายของพนักงานฝ่ายปกครอง และกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานที่ต้องจัดตั้งงบประมาณเพื่อรองรับการปฏิบัติงาน ครอบคลุมค่าเดินทาง การสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ค่าเก็บหลักฐาน ค่ารักษาพยาบาล สถานที่ปลอดภัย เงินบรรเทาทุกข์ การบำบัดฟื้นฟูผู้ถูกกระทำ และการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่
ทั้งนี้ ร่างกฎหมายไม่ได้กำหนดวงเงินงบประมาณสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไว้เป็นการเฉพาะ จึงควรพิจารณาระบบจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับจำนวนประชากร จำนวนคดี และระดับปัญหาของแต่ละพื้นที่ ซึ่งมีบริบทและความจำเป็นแตกต่างกัน รวมถึงควรมีบุคลากรที่ผ่านการอบรม จุดประสานงานที่ชัดเจน และสถานที่ปลอดภัยที่เข้าถึงได้จริง โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้ผู้ถูกกระทำสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือจากรัฐได้อย่างทันท่วงที แม้การรักษาความเป็นครอบครัวจะมีความสำคัญ แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นลำดับแรกคือชีวิต ศักดิ์ศรี และความปลอดภัยของคนในครอบครัว กฎหมายจึงควรทำให้ผู้ถูกกระทำมั่นใจได้ว่า เมื่อร้องขอความช่วยเหลือ รัฐจะสามารถเข้าถึงและให้ความช่วยเหลือได้ทันเวลา พร้อมมีมาตรการป้องกันไม่ให้ต้องเผชิญความรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยลำพัง
:: “รัดเกล้า” ดันร่าง พ.ร.บ.ความรุนแรงในครอบครัว ฉบับ ปชป. ชี้ปัญหาสังคมคือ “ต้นทุนเศรษฐกิจ” จี้รื้อมายด์เซ็ตเลิกวัดผลที่ “การคืนดี” ชู 7 ประเด็นรื้อใหญ่ระบบคุ้มครอง ::
นางรัดเกล้า ในฐานะผู้เสนอร่างกฎหมาย ได้ขอให้ให้สภาฯ และสังคมปรับเปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาความรุนแรงในครอบครัวใหม่ จากเดิมที่มักมองเป็นเพียง “ปัญหาสังคมหรือเรื่องส่วนตัว” ให้มองเป็น "ปัญหาเศรษฐกิจและสาธารณสุขระดับชาติ" ที่กระทบต่อต้นทุนและอนาคตของประเทศ เพราะตลอด 10–20 ปีที่ผ่านมา ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวยังคงวนลูปแก้ไม่ตก เนื่องจากผู้กำหนดนโยบายมักมองปัญหาด้วยความสงสาร หรือเห็นใจ แต่ละเลยความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและปากท้อง ทั้งที่ความจริงแล้ว ความรุนแรงในบ้านสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาล ทั้งค่ารักษาพยาบาล การสูญเสียรายได้ การหยุดงาน ซึ่งสอดคล้องกับผลงานวิจัยที่ระบุว่า เหยื่อความรุนแรงถึงร้อยละ 61 ประสบปัญหาสมาธิในการทำงาน และกลายเป็นภาระภาษีของประชาชนทั้งประเทศ
สำหรับร่างกฎหมายฉบับพรรคประชาธิปัตย์ นางรัดเกล้า ได้สรุป 7 ประเด็นสำคัญในการปฏิรูป ดังนี้
1.ครอบคลุมทุกกลุ่มและทุกเพศ ข้อมูลพบว่า หญิงไทย 1 ใน 6 เคยเจอความรุนแรง ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ชายก็ตกเป็นเหยื่อถึงร้อยละ 28.89 (อ้างอิงสถิติ รพ.นครพิงค์) แต่มีผู้กล้าแจ้งความไม่ถึงร้อยละ 30
2.นิยามความรุนแรงรูปแบบใหม่ ขยายความรุนแรงออกเป็น 8 ลักษณะ ตามมาตรา 4 ไม่จำกัดแค่บาดแผลทางกาย แต่ครอบคลุมถึงความรุนแรงทางจิตใจ การยึดบัตร ATM การกักขังหน่วงเหนี่ยว การควบคุมแบบแผนชีวิต และการใช้อุปสรรคทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ
3.ทลายกับดักเศรษฐกิจ ปลดล็อกเงื่อนไขที่เหยื่อไม่สามารถออกจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (toxic) ได้เนื่องจากหนี้สินครัวเรือนและภาระพึ่งพา โดยเพิ่มมาตรา 17 และหมวด 5 ให้รัฐต้องจัดหาที่พักพิง ฝึกอาชีพ และให้คำปรึกษาทางการเงินแก่ผู้ถูกกระทำ
4.คุ้มครองความหลากหลายทางเพศ รองรับกลุ่มครอบครัวสมรสเท่าเทียมตามหลักสากล เพื่อทลายอุปสรรคของผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ที่มักถูกคุกคามในครอบครัวและกลัวการถูกเลือกปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่
5. สร้างกลไกเฝ้าระวังระดับชุมชน เพิ่มมาตรา 8 จัดตั้งเครือข่ายคุ้มครองและประสานความปลอดภัยระดับชุมชน (อสม. ผู้นำชุมชน ครู) พร้อมจัดอบรมยกระดับ เพื่อทำหน้าที่สังเกตสัญญาณเตือนก่อนเกิดเหตุร้าย
6. ประเมินความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ เปลี่ยนจากกฎหมายเชิงรับเป็นเชิงป้องกัน โดยเสนอระบบประเมินความเสี่ยง 3 ระดับ (เฝ้าระวัง, ช่วยเหลือ, ฉุกเฉิน) สอดรับกับมาตรฐานสากล
7. เลิกวัดความสำเร็จด้วย "การคืนดี" ปรับหมวด 8 ห้ามนำการให้อภัย การยอมความ หรือการยอมกลับไปอยู่ร่วมกัน มาเป็นเงื่อนไขในการหยุดช่วยเหลือ โดยย้ำว่า "เรื่องความปลอดภัยของมนุษย์ต้องมาก่อนการรักษาภาพลักษณ์ครอบครัว"
นางรัดเกล้า ย้ำว่า การแก้ไขปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง แต่เป็นการสร้างทุนมนุษย์และปูรากฐานความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ จึงขอให้รัฐบาลและทุกหน่วยงาน ทั้งมหาดไทย ตำรวจ ศึกษาธิการ ร่วมกันขับเคลื่อนกฎหมายฉบับนี้ไปสู่การบังคับใช้จริง เพื่อยุติปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้อย่างเบ็ดเสร็จ
:: “กุลวลี” ห่วงความรุนแรงในบ้านยิ่งกว่าอาชญากรรมนอกบ้าน หนุนแก้กฎหมายปี 50 ชูความปลอดภัยผู้ถูกกระทำ ขยายคำนิยามครอบคลุมทุกความรุนแรง ::
ขณะที่ นางสาวกุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย แสดวงความห่วงกังวลความรุนแรงในบ้าน ที่เป็นยิ่งกว่าอาชญากรรมที่เกิดขึ้นนอกบ้าน เพราะอาชญากรรมนอกบ้าน มีประมวลกฎหมายอาญาคุ้มครองอยู่แล้ว มีพยาน มีคนพบเห็น มีคนช่วยเรียกตำรวจ แต่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในบ้านนั้น เป็นเรื่องที่คนภายนอกไม่รู้ ไม่เห็น เกิดขึ้นหลังประตูที่ปิดสนิท และผู้ถูกกระทำมักแต่ได้ยินว่า "ทำไมไม่อดทน" "เดี๋ยวเรื่องก็จบเอง" หรือ "อย่าให้ใครรู้ เดี๋ยวเสียชื่อวงศ์ตระกูล" หลังบอกเล่าให้คนอื่นฟัง จนในที่สุดหลายคนเลือกที่จะเงียบ แล้วเดินกลับเข้าไปในบ้านหลังเดิม
นางสาวกุลวลี ยังชี้ช่องโหว่ของกฎหมายปี 2550 ว่า มุ่งรักษาครอบครัวไว้ก่อนมากกว่าความปลอดภัยของผู้ถูกกระทำ โทษปรับเพียง 6,000 บาท อายุความ 3 เดือน ซึ่งสั้นเกินความจริง ยังเสนอให้คณะกรรมาธิการฯ พิจารณาหากสภาผู้แทนราษฎรรับหลักการไปแล้วให้ขยายนิยาม "บุคคลในครอบครัว" ให้ครอบคลุมความเป็นจริงของสังคมไทย บัญญัติความรุนแรงทางเศรษฐกิจ ทางเพศ และการคุกคามด้วยเทคโนโลยีไว้ให้ชัด ทบทวนเรื่องการยอมความให้มาจากความสมัครใจที่แท้จริงไม่ใช่แรงกดดัน และกำหนดกรอบเวลาการช่วยเหลือที่วัดผลได้พร้อมงบประมาณและกำลังคนที่เพียงพอ
ทั้งนี้ การอภิปรายร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ยังไม่แล้วเสร็จในวันนี้ โดยที่ประชุมจะพิจารณาต่อ และลงมติรับหลักการพร้อมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในการประชุมนัดถัดไป